น้องชาย (เรื่องสั้น)

                                                                                    1
"นั่นไง มันอยู่นั่นไง" พ่อเรียกให้ผมหันไปดู
 
"พ่อหามันเจอได้ยังไง" ผมถาม
 
"เมื่อปีก่อน มันโทรหาพ่อ บอกพ่อว่า มันย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ซักพักเเล้ว ลงทุนเปิดร้านเหล้าอยู่ริมทะเล พ่อว่าจะมาหามันหลายที เเต่ไม่สบโอกาสซักที" พ่อนิ่งไปชั่วขณะ " ไปทักมันหน่อยสิ"
 
ผมยังไม่อยากเข้าไปทักตอนนี้ ผมอยากฟังเพลงที่มันเล่นมากกว่า
 
 
                                                                                    2
 
ผมชื่อ บอย ส่วนมัน น้องชายผม….มันชื่อ เเมน ผมเคยถามเเม่ว่า ทำไม ผมไม่ชื่อ เเมน เพราะผมเป็นพี่มัน เเม่บอกว่า ทีเเรกไม่กะว่าจะได้ลูกชายคนเล็ก เพราะคิดว่าเป็นผู้หญิง เเต่พอได้ลูกชาย เเม่บอกว่า ตั้งตัวไม่ทัน เพราะตั้งชื่อสำหรับเด็กผู้หญิงเอาไว้เเล้ว  ส่วนชื่อ เเมน นั้น เเม่ไม่ได้ตั้ง พ่อเป็นคนตั้งอย่างฉุกละหุก ไหนๆมีบอยเเล้วก็น่าจะมีเเมนอีกซักคน
 
เเมนอ่อนกว่าผม 4ปี โดยประมาณ ผมมักจะเรียกตัวเองว่า"พี่" เเต่ เเมนไม่เคยเรียกผมว่าพี่ มันใช้สรรพนามเเทนตัวว่า"เรา" เสมอ เเละ มันก็เเค่เรียกผมว่า บอย
 
พอผมโตได้ซักหน่อย เเมนก็กลายเป็นเพื่อนเล่นกับผมไปโดยปริยาย ไม่ใช่ในฐานะลูกหาบของเด็กโต จริงๆเเล้วนั่นเป็นเพื่อนของเเมน ทุกคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ผมสิ ที่ปาวารณาตัวเป็นหัวหน้าเด็ก
 
ผมไม่ค่อยมีเพื่อนรุ่นเดียวกันมากมายนัก นอกจากเพื่อนที่โรงเรียน เวลาที่อยู่ที่โรงเรียน ผมค่อนข้างจะเป็นเด็กเรียน เเละค่อนข้างจะหลีกห่างจากเพื่อนเกกมะเหกเกเร เเต่ก็ไม่ได้เป็นอริกับใคร เเต่ผมก็ยังรู้สึกไม่ค่อยจะเป็นตัวของตัวเองนัก เพราะในหมู่เพื่อนรุ่นเดียวกันผมดูเหมือนจะไม่มีอำนาจ เพราะผมไม่มีอะไรที่โดดเด่น ดังนั้น อย่าเเปลกใจเลย ที่ผมเลือกที่จะเป็นผู้นำเด็กเเถวๆบ้าน  ส่วนการเรียนค่อนข้างราบรื่น ถึงผมจะเรียนไม่ค่อยเก่งนัก เเต่ผมก็ไม่เคยทำอะไรที่เสียหาย ไม่หัดสูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า เล่นยา อาศัยที่ว่า ผมอ่านหนังสือ เเละค่อนข้างขยัน ทำให้ผมเอาตัวรอดพอได้
 
เเต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของพ่อ เเละ ญาติๆบางคน โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ ที่ผมมีเเต่ญาติที่หัวดี เเละไปได้ไกลในการเรียน เเถมมีญาติบางคนเป็นครูบาอาจารย์
 
ผมนึกอิจฉาเเมนในบางครั้ง เพราะเเมนไม่เคยโดนเคี่ยวเข็ญเหมือนผม ใครๆก็บอกว่าเเมนฉลาด เเมนมีเพื่อนเยอะ ใครๆก็อยากเป็นเพื่อนกับเเมน
 
อาจจะเป็นเพราะว่า ในช่วงนั้น ผมกำลังอยู่ในระหว่างหัวเลี้ยว หัวต่อ ผมเลยโดนรุมหนักเป็นพิเศษ บางครั้งที่ผมไม่ได้ดังใจ ผมมักจะโดนเอาไปเปรียบเทียบกับญาติๆคนอื่นที่เขาได้ดี ส่วนเเมนยังเด็กอยู่ การเรียน การสอนของชั้นประถม กับ มัธยมต้น มันต่างกัน ผมอยุ่ในที่ๆเรียนยากกว่า ในขณะที่เเมนก็เเค่เป็นเด็กหัวดีในหมู่เด็กประถม ซึ่งผมไม่เเปลกใจ ตอนนั้นใครๆก้หัวดีได้ทุกคน บางครั้ง การที่ผมคิดเเบบนี้ มันก็ทำให้ผมรู้สึกสบายใจ
 
                                                                                                     3
 
"ชีวิตเป็นยังไงบ้าง" ผมถามเเมน หลังจากที่เเมนลงมานั่งพักเหนื่อย
 
"ก็ เรื่อยๆ " เเมนตอบสั้นๆ พร้อมกับอัดบุหรี่เข้าปอด คำโต
 
"เเม่ฝากมาถามว่า เลิกบุหรี่รึยัง "
 
"บอกเเม่ว่า ยัง" เเล้ว เเมนก็หัวเราะหึๆ "เเล้วเเม่เป็นยังไงบ้างล่ะ?" เเมน ถามกลับ
 
"เเม่ก็โอเค ตอนนี้เเม่เลิกทำงานเเล้ว พี่เป็นคนดูเเลร้านทั้งหมด "
 
"เมื่อไหร่บอยจะเเต่งงานวะ เราว่าบอยโสดมานานเกินไปเเล้วว่ะ" เเมนเปลี่ยนเรื่อง
 
"ยังหาไม่เจอว่ะ เเล้วเเฟนของเเมนล่ะ สบายดีเหรอ?" ผมก็เปลี่ยนเรื่องเหมือนกัน
 
"ก็ โอเค หลานบอยก็โอเค ทำงาน ทำการเเล้ว"
 
"อืม ก็ดีเเล้ว  เเต่พ่อยังทำตัวไม่เปลี่ยน ยังเล่นดนตรี กินเบียร์ เหมือนเมื่อก่อนเลยว่ะ"
 
เเมน ไม่ตอบ ได้เเต่นั่งอมยิ้ม
 
 
                                                                                         4
 
พอเราสองคนโตขึ้นซักหน่อย ในขณะที่ผมเข้ามหาวิทยาลัยเเล้ว เเมนเพิ่งจบมัธยมต้น เเละกำลังเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนช่างกลเเห่งหนึ่งในช่วงนั้น เราสองคนต้องระเห็จกันมาอยู่กันที่บ้านญาติ เพราะว่า พ่อเเม่ของเราจำเป็นต้องไปเสี่ยงโชคอยู่ที่ต่างประเทศ เพราะความผันผวนของเศรษฐกิจไทย ธุรกิจที่เคยทำอยู่เกิดขาดทุนจนไม่สามารถที่จะประคับประคองไปได้
 
ดูราวกับว่า เเมนจะเสียเซลฟ์ที่นี่ จากที่มีคนเคยเอ็นดู กลับกลายเป็นโดนขนาบอยู่ตลอดเวลา หลายครั้ง ที่เรารู้ๆกันดีอยู่ว่า เเมนไม่ผิด เเต่เเมนก็ต้องกลายเป็นคนผิด จากเเค่ขนาบธรรมดาๆ ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นไม้เรียว
 
ผมเคยโดนมาก่อน เเต่ในตอนนั้น ผมเเพ้ไม้เรียว ผมทั้งกลัว ทั้งเกลียด เเต่จำใจต้องทำตาม ผมถูกปลูกฝังให้เชื่อทุกอย่างที่ผู้ใหญ่พูด เเม้ผมจะไม่อยากทำตาม เเต่เเมนไม่เคยโดนมาก่อน เเต่คราวนี้ไม่ใช่จากน้ำมือของบุพการีตัวเอง เเต่เป็นฝีมือของญาติ ที่ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการเลี้ยงดูที่เเมนเคยได้รับ
 
ผมมารู้เอาตอนที่เราเป็นผู้ใหญ่เเล้ว ว่า เเมนเลือกที่จะเรียนช่างกล ก็เพราะมันเเค่อยากจะทำตัวให้ดูน่ากลัว จะได้ไม่มีใครกล้ารังเเก  มันเป็นความคิดเเบบเด็กๆ ผมถึงกับหัวเราะในความคิดบ้องตื้นเเบบนี้ เเต่สำหรับเเมน  มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
 
ช่วงนั้น ผมก็โดนขนาบอยู่บ้าง เเต่ไม่ค่อยเท่าไหร่ ผมมีวินัยกว่าเเมน เพราะผมโดนมาเยอะกว่า ตอนที่อยู่ที่นั่น ผมไม่ค่อยโดนลงโทษ มิหนำซ้ำ บางครั้ง ผมถูกยกเป็นตัวอย่างให้เเมนทำตาม ซึ่งเหตุนี้เอง ทำให้ผมเริ่มรู้สึกขอบคุณพ่อ ที่ตี เเละ เคี่ยวเข็ญผม
 
เเละเเน่นอน…..ถ้าผมปกครองใครซักคนในวันข้างหน้า ผมจะใช้วิธีนี้
 
 
                                                                                                  5
 
"หลานทำงานที่ไหนล่ะ?"
 
"สายการบิน" เเมนตอบสั้นๆ
 
"สบายไปเลย ใครจะไปรู้ เห็นมันดื้อๆอย่างนั้น โตขึ้นมันจะมีงานการดีๆกับเขาทำ"
 
"มันก็เหมือนกับเรานี่เเหละ โขลกออกมาพิมพ์เดียวกัน เพียงเเต่เราปล่อยให้มันดื้อของมันไป ไม่ไปเคี่ยวกรำมันมากมายนัก วันนึง เมื่ออายุมันถึงระดับนึง สังคมนี่เเหละที่จะเป็นตัวเเปรในการเปลี่ยนเเปลงคนจากวัยเด็กสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ….เราว่านะ กระบวนการในครอบครัวมีส่วนน้อยลง ถ้าเรานึกถึงสังคมในปัจจุบัน มันหมดยุคพ่อเเม่นำทางฉัน เเล้ว" ดูเหมือนกับว่า นี่เป็นประโยคเเรกที่เเมนพูดเป็นจริงเป็นจัง
 
"มันก็อาจจะใช่ เเละ ไม่ใช่" ดูเหมือน เเมนไม่อยากฟังต่อ มันลุกขึ้นเดินไปที่เคาน์เตอร์ ก่อนที่จะหันมาถามผมว่า อยากได้เบียร์เพิ่มอีกมั๊ย
 
                                                                                                             6
 
เเมนหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จากเเค่เด็กเกเร กลายเป็นเด็กเลว มีบางครั้งที่ผมต้องไปเป็นผู้ปกครองให้น้อง เเละมีบางครั้งที่ผมเผลอตัวใช้ความรุนเเรงกับมัน จากที่เคยพึ่งพากัน เราเริ่มกลายเป็นคนเเปลกหน้ากันไปทุกที บ่อยครั้งที่เราต่อยกัน มันสู้ผมไม่ได้หรอก เด็กวัยรุ่น กับ เด็กมหาลัย กระดูกมันคนละเบอร์กัน ผมต่อยมันจนผมไม่อยากต่อย เเต่บางครั้งต้องทำ เเละได้เเต่หวังว่า เเมนจะรู้สึกถึงกำปั้นที่ปารถนาดีกับมัน เเต่ดูท่าว่า มันไม่ออกมาเเบบนั้น
 
"ไปไหน" ผมถามเเมน ในขณะที่เเมนถอดเสื้อช้อปออก เเละทำท่าจะออกไปข้างนอก
 
"ไปหาเพื่อน" เเมนตอบไม่มองหน้า
 
"ไปทำไม บ้านช่องไม่มีอยู่เหรอ"
 
"ทำไม ไปหาเพื่อนเเล้วมันมีอะไรผิดเหรอ"
 
"ไม่ผิด เเต่ให้มันรู้เวล่ำ เวลาหน่อย" ผมเริ่มเสียงดัง
 
"เฮ้ย บอย เราว่าบอยเนี่ย ชักไปกันใหญ่เเล้วว่ะ ทำไมมีปัญหาอะไรกับเรานักหนาวะ ถ้าเราจะไป ใครจะทำไม "
 
ไม่ทันจบประโยค เเมนก็คว่ำลงกับพื้น เพราะผมตบหัวมันจนหน้าคว่ำ ก่อนที่มันจะพยายามสู้ ทั้งๆที่รู้ว่า ไม่มีทางชนะ
 
 
                                                                                              7
 
"ยังเล่นกีต้าร์อยู่รึเปล่า?" เเมน ถามผม หลังจากที่กลับมานั่งโต๊ะ
 
"ก็ ไม่ค่อยได้จับเเล้วล่ะ"
 
"ใครจะไปรู้ว่า วันนึง เราจะได้กลับมาจับกีต้าร์เเบบนี้อีก"
 
"นั่นสิ พี่ยังคิดว่า เเมนไปทำอาชีพอื่น หรือ เปิดกิจการเเบบอื่น ที่ไหนได้ ยังวนเวียนอยู่ในวังวนเดิมๆ"
 
"วังวนเดิมๆ เเต่มีความสุข " เเมน ยิ้มกว้าง "บอยจะมาทำอะไรที่เมืองไทยเหรอ ? หรือ เเค่มาทำความสะอาดบ้านที่ซื้อไว้?"
 
"ก็ เเค่มาเที่ยวน่ะ ไม่มีอะไร"
 
"เเล้วจะกลับมาอยู่ที่เมืองไทยเมื่อไหร่?"
 
"ไม่รู้ว่ะ"
 
                                                                                              8
 
วันนึง เเมนก็หายออกจากบ้านไป พร้อมกับเสื้อผ้า ส่วนเรื่องการเรียนนั้น เเมนคงได้เเค่วุฒิมัธยมต้น เพราะไม่ว่าโรงเรียนไหน เเมนก็ต้องเเหกกฏ เเละถูกไล่ออกมา จนกระทั่งเเมนคงเบื่อตัวเอง พ่อกับเเม่คงนึกภาพเเมนในช่วงนั้นไม่ออก จากเด็กปรกติ ร่าเริง เหมือนเด็กสุขภาพจิตดี กลายเป็นวัยรุ่นตอนปลายพันธุ์เลว ที่ชีวิตไม่มีอะไร นอกจาก มั่วสุม กินเหล้า เเละ เล่นกีต้าร์ ส่วนสิ่งอื่นๆที่ตามมานั้ ผมไม่อยากจะสนใจ เพราะในเมื่อการกำหราบจากผู้ใหญ่ไม่ได้ผล เเสดงว่า เเมนคงเอาดีไม่ได้เเล้ว
 
ผมรู้ว่าเเมนอยู่ที่ไหน  เเต่ผมไม่อยากไปตามในทีเเรก ผมรู้สึกอายที่มีน้องพรรค์นี้  มันคงไม่รู้หรอกว่า มันทำให้ญาติพี่น้องประนามมันไปยันพ่อเเม่ เเละ ผม  ผมยอมรับว่า ผมขายหน้า เเละไม่อยากจะมีน้องอย่างมัน พ่อโทรมาหา ผมทีไร ผมได้เเต่อ้ำอึ้ง ไม่รุ้จะตอบยังไง มีเเต่เเม่ ที่ไม่ถามอะไร เพียงเเค่บอกว่า ….ดูเเลน้องดีๆนะลูก
 
ผมเรียนจบ มีงานมีการทำ เเมนก็ใช้ชีวิตของเเมนไป ผมมารู้เอาภายหลังว่า เเมนกลายเป็นนักดนตรีอาชีพไปเเล้ว เเน่นอน…เมื่อพ่อเเม่ได้ยินข่าว ย่อมรู้สึกผิดหวังเป็นธรรมดา ผมเองก็ให้คำตอบไม่ได้ว่า ลักษณะอาชีพที่เเมนทำอยู่มันเป็นอย่างไร รู้เเค่ว่า มันเป็นการเต้นกิน รำกิน
 
ผมเจอเเมนจังๆในเย็นวันหนึ่ง บนรถเมล์ เเมนดูอ้วนขึ้น เเต่งตัวดีขึ้น ผมเดินเข้าไปสะกิด
 
"อ้าว ไปไหนมา" เเมน ทำท่าเหมือนตกใจ
 
"กำลังจะกลับบ้าน"
 
"เรากำลังจะไปทำงาน"
 
"ทำอะไร ที่ไหนอยุูล่ะ?" ผมยิงคำถาม
 
เเมน ชูถุงกีต้าร์ให้ผมดู ก่อนที่จะเอ่ยชื่อ ผับเเห่งหนึ่ง มันเชิญชวนให้ผมไปเที่ยวสักครั้ง เเต่ผมยังไม่รับปาก
 
เราเจอกันบ่อยขึ้น เป็นการเจอเเบบตั้งใจ เเละ ไม่มีการทะเลาะเบาะเเว้งเหมือนกับวันวานสมัยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะทางอารมณ์ การเจอกันบ่อยครั้ง ทำให้ผมนึกออกว่า สมัยที่เราเป็นวัยรุ่น เรามีกิจกรรมอื่นๆนอกตำราที่เราสองคนสนใจเหมือนกันอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ดนตรี กีฬา หนังสือ เเต่ตอนนั้น มันมีอะไรบางอย่างบดบัง ทำให้เราหันมาเผชิญหน้ากัน
 
ผมเล่นทุกอย่างที่เเมนเล่น เเต่เเมนจะไปได้ไกลกว่าทุกครั้ง เเต่สิ่งที่เเมนเเพ้ผม ก็คือ การมีวินัย เเละ การทำให้ตัวเองจบการศึกษา
 
อย่างไรก็ดี วันหนึ่ง หลังจากที่ผมกลับจากการกินข้าวเย็นกับเเมน เเม่ก็โทรมาพอดี
 
"น้องสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วง" ผมตอบเเบบเต็มเสียง รู้สึกโล่งใจ ที่ไม่ต้องปิดบัง
 
 
                                                                                                        9
 
ผมจากเมืองไทยไปนาน หลังจากที่ผมตามไปอยู่กับเเม่ได้ไม่นาน เเมนก็ตามไป ส่วนจุดประสงค์ของการอยู่เมืองนอกนั้น เราเเตกต่างกัน สำหรับผม ผมเเค่อยากจะหาเงินไปตั้งตัว เเต่สำหรับเเมน มันเป็นความไม่เต็มใจ เเต่เเมนจำต้องทำ เพราะขัดเเม่ไม่ได้ ส่วนพ่อของเรา เขาไปตั้งต้นชีวิตใหม่กับผู้หญิงคนใหม่ ซึ่งเป็นคนที่นั่น นี่เเหละ ที่เป็นใบเบิกทางที่ดี ที่ทำให้ผม กับ เเมน สามารถมาที่นี่ได้ ด้วยสิทธิ์ของบุตรผู้ถือสัญชาติอเมริกัน
 
เมื่อผมมาอยู่ใหม่ๆ ผมต้องเข้าเรียนภาษา พอเริ่มได้ภาษานิดหน่อย ผมก็หัดขับรถ ทำใบขับขี่ เเมนมาถึงเมื่อผมมีทุกอย่างพร้อมเเล้ว ผมเห็นท่าทางของเเมนในวันเเรกที่มาที่นี่ ผมอดขำไม่ได้ เหมือนบ้านนอกเข้ากรุง บางครั้ง ผมเห็นเเมนนั่งเหม่อซังกะตาย เเละมักจะบ่นถึงงานที่เขารัก เเละ การจากลาจากคนที่เขารัก เเมนมีลูกติดมาคนหนึ่งอยู่ที่เมืองไทย ก่อนที่ชีวิตเเต่งงานจะจบด้วยการหย่าร้าง เเมนมีคนรักคนใหม่ เเต่คบกันไม่ทันได้นาน สองคนนั้นก็ต้องเเยกจากกัน หลังจากนั้น ไม่กี่ปี เเมนก็สามารถพาลูกมาอยู่ด้วยได้ เพราะเขาสอบผ่านการเป็นซิติเซ่น ไม่นานนัก เเมนก็เเต่งงานอีกรอบ ก่อนที่จะพาเเฟนมาอยู่ด้วย
 
เเมน เข้าเรียนที่เดียวกับผม ไม่นานก็เรียนทันผม เเต่ก่อนที่จะได้ประกาศนีย์บัตร เเมนนึกสนุกที่จะกลับเมืองไทย เขาก็กลับโดยไม่เเยเเสมันเเม้เเต่นิดเดียว ในขณะที่ผมได้ประกาศฯมา จากนั้นเราก็เลิกเรียน เเมนมีสัมผัสทางภาษา มันไปได้เร็วจนไม่มีใครนึกถึง ผมเองยังอดอิจฉาลึกๆไม่ได้ มันเป็นความอิจฉาเเบบเดียวกันกับที่เคยเกิดกับผม เมื่อครั้งที่เรายังเด็ก
 
เเม้ว่า เเมนจะซังกะตาย เเต่เรื่องงาน มันก็ทำได้ดี เเมนเป็นเหมือนพวกมวยวัด ที่ไม่ชอบการเรียนรู้โลกภายใต้ระบบ มันมักจะเดินเข้าไปชนด้วยตัวเอง หาความรู้เอง ทั้งจากหนังสือ เเละ อินเตอร์เน็ต จนกลายเป็นมนุษย์ไซเบอร์ที่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์ได้ในระดับหนึ่งโดยที่ไม่ต้องไปเรียน
 
มีเรื่องเดียวที่ เเมนไม่ทำ คือ การขับรถ เเมนปฏิเสธของเเบบนี้ ถ้าเเมนมีเงิน มันจะทุ่มเทไปกับเครื่องดนตรี เเละ คอมพิวเตอร์ มันเคยบอกผมว่า มันเคยไม่มีใครคบ เพราะมันไม่มีรถ ผมไม่เคยเจอสังคมเเบบนี้ ผมเลยไม่เข้าใจว่า ในโลกนี้มีสังคมเเบบนี้ด้วยหรือ
 
"เราผ่านมาหลายสังคม " เเมน เล่าให้ผมฟัง
 
"ครั้งหนึ่ง เราเคยเชื่อถือในเรื่องของการสะสมสมบัติ รถ บ้าน เงินเก็บในธนาคาร"
 
"นั้นเป็นสิ่งจำเป็น นะ เเมน….เเมนจะไม่มีมันไม่ได้"
 
"วันนึง เราอาจจะมี เเต่ไม่ใช่เพื่อค่านิยม "
 
"เเล้ว เครื่องดนตรี กับ คอมพิวเตอร์…" ผมดักคอ ยิ้มเยาะ
 
"เรายังคงเป็นนักดนตรี เเละ เรามีคอมพิวเตอร์ไว้สำหรับเรียนรู้โลกที่เราไม่รู้"
 
"คิดอะไรที่เหมือนคนอื่นๆเขาคิดบ้างเถอะ…นี่พี่กำลังจะซื้อบ้านที่เมืองไทยเเล้ว เเมนอายุมากขึ้นเรื่อยๆเเล้วนะ เเก่ตัวไป จะทำยังไง" ผมปราม พร้อมกับต่อต้านความคิดที่ไม่เข้าท่าของเเมน เเต่ในเเวบนั้น ผมยังคงเห็นเเววตาที่ฉายเเววปฏิเสธคู่เดิม
 
วันหนึ่ง เราก็ทะเลาะกันจนได้ จากเรื่องงี่เง่าเรื่องเดิมๆ บทเเมนจะงี่เง่า เเมนก็ไม่เคยฟังใคร เราเกือบจะได้ใช้กำลังกันเหมือนเมื่อครั้งก่อน เเต่คราวนี้ มีคนคอยห้ามอยู่ เเมน เเละ ครอบครัว ย้ายออกจากบ้านอย่างเงียบๆ ไม่มีใครรู้ว่ามันพาครอบครัวไปไหน จนกระทั่งวันหนึ่ง พ่อได้รับโทรศัพท์จากมัน
 
                                                                                               10
 
"คิดจะกลับไปอยุ่กับครอบครัวมั๊ย?" ผมถาม
 
"นี่ไง ครอบครัวเราอยู่ที่นี่"
 
"ไม่ใช่สิ พี่หมายถึง กลับไปที่อเมริกา"
 
"ที่นี่ ก็ไม่ลำบาก เรามีความสุขดีอยู่เเล้ว"
 
"ก็ ตามใจ…"
 
ผมขยับจะพูดอะไรบางอย่าง เเต่คล้ายกับว่า เเมนรู้ตัวว่า ผมกำลังจะพูดอะไร เเมนมักจะเป็นเเบบนี้กับผม มันอาจจะรู้ว่าผมกำลังจะพูดอะไรที่มันไม่อยากฟัง  มันเลยเลี่ยงที่จะฟัง
 
คุณอย่าเดาเลยว่า ผมกำลังจะขอโทษมัน  ไม่มีทาง ผมไม่ผิด
 
 
 
 
                                                                                                             
 
 
 
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s