ก่อนหน้าอายุ 38

ผมเกิดก่อน 14 ตุลา 16 ได้ 2 ปี เเละ ก่อน 6 ตุลา 19 ได้ 6 ปี พอเริ่มรู้ความ ผมก็ได้ยินคำว่า คอมมูนิสต์ ,พื้นที่สีเเดง,ผกค. เเละเพลงปลุกใจหลากหลายท่วงทำนอง ที่รัฐบาลในยุคนั้นเปิดกรอกหูประชาชน จะว่าไปแล้ว คุณลุง สันติ ลุนเพ่ คงเป็นนักร้องเพลงพ๊อพคนเเรกที่ผมรู้จัก ตอนบ่ายๆ หลังจากตื่นนอนในโรงนอนเเผนกอนุบาล (ตอนเด็กๆ ผมอ่านออกเสียงคำว่า "เเผนก" เป็น "เเผน-กอ" โง่ซะ)ผมกับบรรดาเหล่านักเรียนอนุบาลทั้งหลายต้องเข้าห้องดนตรีเพื่อไปนั่งร้องเพลง โดยมีคุณครูคนหนึ่งนั่งเล่นเปียโนคลอไปด้วย โรงเรียนเเห่งเเรกของผมนี่ก็โคตรไฮโซเลย เจ้าของเป็นถึงคนระดับคุณหญิง เป็นคุณหญิงตราตั้งที่มีสายสัมพันธ์กับคนในรัฐบาล เอ่ยนามสกุลมา คนรู้จักกันทั้งเมือง เเถมเป็นวงศ์วานว่านเครือ กับ อดีตนายกฯท่านหนึ่งเสียด้วย
 
ผมจากโรงเรียนไฮโซมาตอนขึ้นชั้น ป.5 เพราะว่า ดันไปรบเร้าขอพ่อ กับ เเม่ เพื่อที่จะไปเรียนต่อในโรงเรียนระดับประถมของ กรมสามัญศึกษาเเห่งหนึ่ง…เเน่นอน ระดับของโรงเรียน เเละ นักเรียนต้องถูกลดชั้นลง ไม่ใช่ว่า ผมเกิดสำนึกได้ว่า พ่อกับเเม่ต้องจ่ายค่าเทอมไปหลายตังค์เพื่อให้ลูกได้เรียนที่ดีๆ เเต่เป็นเพราะผมอยากตามไอ้ป๋อ เพื่อนสนิท(ที่คบกันมาจนป่านนี้)มันบอกผมเองว่า มันจะไปต่อที่โรงเรียนนี้…เเต่พอเอาเข้าจริงๆ มันเสือกไม่ไป แต่ผมน่ะถูกย้ายไปแล้ว
 
สิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากการย้ายโรงเรียนครั้งนั้นก็คือ….มาตรฐานที่เเตกต่างของเเต่ละโรงเรียน รวมไปถึงคุณภาพชีวิต เเละ สิ่งเเวดล้อม ผมไม่ได้เว่อร์  มันเป็นเรื่องสามัญที่เด็กคนนึงน่าจะเเยกเเยะออก เพียงเเต่ว่า ในเวลานั้น ผมยังอาจจะไม่สามารถเรียบเรียงมันออกมาเป็นคำพูดได้
 
ในขณะที่โรงเรียนเก่ามีอาหารกลางวันให้(ค่าอาหารถูกบวกไปพร้อมกับค่าเทอม)โรงเรียนใหม่มีอาหารกลางวันให้เหมือนกัน เเต่…ผุ้ปกครองของเด็กเลือกที่จะให้ลูกหลานห่อข้าวไปกินกันเอง …โรงเรียนเก่าขายขนมที่มีรูปเเบบคล้ายๆเบเกอรี่ เเต่ โรงเรียนใหม่มีเเต่อาหารอชีวจิต เช่น ปลาหมึกปิ้ง เศษกระดูกไก่ย่างย้อมสี หรือ อย่างเก่งก็ ขนมฝักบัว …โรงเรียนเก่ามีสระว่ายน้ำ เเต่ โรงเรียนใหม่มีโต๊ะปิงปองผุๆ ที่ต้องต่อคิวยาวกว่าจะได้เล่น …ผมสอบตกวิชาอังกฤษเป็นประจำ เเต่ โรงเรียนใหม่ ผมได้ท๊อปวิชาอังกฤษ……ที่โรงเรียนเก่า นักเรียนถูกสอนให้พูดเเทนตัวว่า "ผม" เรียกเพื่อนๆว่า "คุณ" เเต่ ครูโรงเรียนใหม่ เรียกนักเรียนว่า "เเก" เผลอๆ อาจจะขึ้นมึง ขึ้นกู….เป็นต้น
 
ผมไม่ได้กำลังดูถูกโรงเรียนของตัวเอง อย่าเข้าใจผมผิด ผมเพียงเเค่อยากจะบอกว่า…ทำไม กระทรวงศึกษา ถึงสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับเด็กได้ขนาดนี้? ถ้าเด็กไม่มีเงินเรียนโรงเรียนหรู เเถมไม่ได้เป็นช้างเผือกในป่าลึก เเทนที่จะปูหลักสูตรดีๆให้เด็กได้รู้เท่าเทียมกัน ….เเล้วอย่างนี้ชีวิตของเด็กมันจะไปได้ไกลสักขนาดไหนหนอ…เยาวชนของชาติ!!!!
 
จากวัฒนธรรม ลูกหิน ลูกเเก้ว เป่ากบ ไพ่ซุปเปอร์เเมน ฯลฯ ผมเริ่มก้าวเเรกของวัยรุ่นในโรงเรียนมัธยมเก่าเเก่เเห่งหนึ่ง เข้าสู่วัฒนธรรมเด็กเพิ่งโต ที่อยากเป็นนักกีฬา อยากเป็นพ๊อพสตาร์ ผมเล่นกีฬา เเละ เล่นดนตรี เเต่ไม่เคยดันตัวเองเข้าไปสู่กิจกรรมระดับโรงเรียน  อย่างมาก ก็เล่นกีฬาสี เล่นดนตรีคนเดียว ไม่เคยไปสมัครวงโยธวาทิศ ผมเป็นคนขี้อายมากๆในสายตาของคนอื่น ซึ่งจริงๆเเล้ว มันเป็นคล้ายๆกับวัยรุ่นทั่วๆไปที่ไม่ต้องการถูกบังคับให้อยู่ภายใต้กฏของชมรมไหน ชมรมหนึ่ง หรือ ไม่อยากถูกพ่อเเม่บังคับให้เป็น "เด็กดี กล้าเเสดงออก" เชื่อมั๊ย? ตอนที่พ่อกับเเม่ย้ายมาอยู่ที่อเมริกาเเล้ว เเกได้ข่าวว่า ผมกลายเป็นนักดนตรีอาชีพ เเกยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อกันเลย เพราะผมไม่เคยเเสดงตัวตนในด้านนี้ให้พ่อกับเเม่เห็น….กลัวถูกขีดเส้นน่ะ หรือ ไม่ก็อาจจะกลัวโดนด่า เพราะดันไปสนใจเรื่องอื่นมากกว่าการเรียน
 
วันที่ วัยรุ่นทุกคนต้องตัดกางเกงยีนส์ขาบาน เอวสูง คือ วันที่ผมกลายเป็นเด็กช่างกลเต็มตัว ผมย้ายเข้า ย้ายออกจากโรงเรียนนั้น มาสู่โรงเรียนนี้ เพราะถูกเชิญให้ออก ในฐานะที่เป็นเด็กเหลือขอ ผมไม่ได้ชอบไปตีกับใครหรอกนะ ผมเเค่ไม่ชอบเข้าเรียน พอได้เพื่อนเเล้ว ก็รวมหัวกันโดดเรียน ไอ้เรื่องตีรันฟันเเทง มันก็เกิดขึ้นตอนโดดเรียนนี่เเหละ ในที่สุด ผมกลายเป็นคนไม่มีวุฒิ เข้าๆออกๆอยู่หลายโรงเรียน เเต่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย
 
เมื่อวัฒนธรรม levi’s 501 เข้ามาเมืองไทย ผมกลายเป็นจิ๊กโก๋ไปเรียบร้อยเเล้ว เเต่เป็นจิ๊กโก๋ประเภทไม่มีตังค์ มีเเต่กีต้าร์(ยืม)ที่เอาไว้เล่นในวงเหล้า เเละดูราวกับว่า วงเหล้าจะขาดผมไปไม่ได้ ผมฝึกมือมาจากตรงนี้ ก่อนที่จะได้รับเชิญจากคนรู้จักให้ไปเล่นดนตรีให้ที่ร้านอาหารเล็กๆเเห่งหนึ่ง เล่นทั้งกลางวัน เเละ ช่วงหัวค่ำ พอถึงวันจ่ายเงินเดือน ผมเกือบน้ำตาตก เมื่อเขายื่นค่าตัวให้กับผม 200 บาท…เป็นค่าจ้างของทั้งเดือน เขาบอกว่า เขาให้ข้าวกินฟรีเเล้ว สงสัยเขาคงคิดว่า ผมเดินเท้ามาทำงาน …..ไอ้เหี้ย…
 
วันนึง หลังจากที่ลองผิด ลองถูก ไปทำงานอย่างอื่นมา เเละเเล้ว ผมก้ได้กลับมาเล่นดนตรีจริงๆ พร้อมกับได้รับค่าจ้างเเบบนักดนตรีอาชีพ จากวันที่ วัฒนธรรม heavy metal อย่าง วง gun’n roses หรือ Ozzy Osborn จนมาสิ้นสุดในวันที่ Modern rock ขึ้นชาร์จบิลบอร์ด โดยหัวหอก อย่างวง nirvana ไปยัน Red Hot Chilli Pepper
 
จนวันนี้ วันที่เป็นผม ในวัยริมๆ สี่สิบ ที่มีลูกสาววัย 16 ให้ดูเเล วันที่เคยลองผิดลองถูก เปรียบเหมือนกับกระจกบานใหญ่ส่องสะท้อนชีวิต ผมอาจจะสงบนิ่งลง มองโลกด้วยสายตาที่อ่อนโยนกว่าเมื่อครั้งที่ยังเร่าร้อน มันผ่านมา 38 ปีเเล้ว
 
ผมรู้สึกว่าตัวเองได้ปรับกระบวนทัศน์ในการดำรงชีวิตให้ง่ายลงกว่าเเต่ก่อนมา ในขณะที่โลกทุกวันนี้ กลับอยู่ยากขึ้นยากขึ้นกว่าเดิม
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

2 Responses to ก่อนหน้าอายุ 38

  1. crazy lady says:

    wowwww!!!ลูกสาวพี่อ้นโคดๆๆเท่เรยยย!!!!!ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

  2. Salisa says:

    Your daughter looks cuteeeeeeeeeee

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s