ผ่านพบ ไม่ผูกพัน

ผมชอบกลางคืนมากกว่ากลางวัน  ผมเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่างในความสงัด เห็นความสงัดในความอึกกระทึก  มุมมืดที่อันตราย เเละน่าตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน  สิ่งที่ไม่น่าไว้วางใจ เเต่หอมหวานล่อเเมลงอยากรู้อยากเห็นให้เข้าไปดอมดม ……ผมเป็นเเมลงกลางคืนอีกชนิดหนึ่ง เเต่ถูกเรียกว่า คนกลางคืน

ผมมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้ามากกว่ารอยปมขมวดบนคิ้ว ทำไมน่ะเหรอ? เพราะใบหน้าที่เคร่งเครียด เป็นเกราะ….ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่า เป็นกำเเพงที่คอยกั้นขวางมิตรภาพของคนกลางคืน  ผมยิ้มได้ เเม้กระทั่งในเวลาที่เครียดจนเเทบบ้า เงินเหลือติดกระเป๋า 5 บาท ผมถูกช่วงเวลากลางคืนหล่อหลอมให้ลวงโลก ผมหลอกได้เเม้กระทั่งตัวของผมเอง

ทุกคืน บนเวที ผมมักจะจ้องไปที่กลุ่มคนดู ที่กำลังเสพสุขกับเพลง เหล้า เเละ เพศตรงข้าม ผมยิ้มให้เขา ผงกหัวทักทาย ถ้ารู้จักกันเป็นการส่วนตัว ผมก็จะไหว้ ถ้าผมถือเเก้วเหล้าอยู่ ผมก็จะยกขึ้นมา เเละ cheer! ดื่มเพื่อเป็นเกียร์ติเเด่ผู้มีอุปการคุณทุกท่าน

นักดนตรี ….คนประเภทหนึ่งที่ตกเป็นจำเลยสังคมมานมนาน ตั้งเเต่ไหนเเต่ไร ไม่ว่า จะเป็นนักดนตรีที่ดี หรือ เลว มันก็โดนทั้งนั้น  ประเภทดีหนึ่ง ประเภทหนึ่ง ขนาดที่ว่า ไปวัีดทุกวันพระ ก็มี หรือ เลวขนาดเเมงดาเรียกพ่อ ผู้พัน ตึ๋ง  เรียกเฮีย ก็เยอะ

ผมเป็นประเภทสีเทา ดีเลวตามเเต่สถานะการณ์ เเต่ผมไม่ทำร้ายใคร เพราะมันไม่จำเป็น  ถ้าร่วมกันเลว เเบบสถานะการณ์พาไป แบบนี้ ผมทำบ่อย สนุกออกจะตาย  เอาเป็นว่า ถ้าทำไปแล้ว ความเดือดร้อนไม่ถึงตัว มันก็น่าทำ ใช่ไหม?

ต้องหล่อ รึ? ไม่จำเป็นเลย….เเค่เป็นมิตร ไม่เเอ๊ค ไม่นักเลง ไม่ขี้คุย ไม่เเสดงเจตนาต่ำๆออกมาจนออกนอกหน้า เเค่นี้ก็ดีเกินพอเเล้ว

ลูกค้า….ไม่ว่า ชายหรือหญิง จะรู้สึกดี ถ้าเราอ่อนน้อมต่อเขา เเละ ไม่หม้อจนออกนอกหน้า ไม่ลามปามจนเห็นเขาเป็นเพื่อนเล่น….ลุคส์เเบบนี้ ผมใช้มาตลอด หลังจากที่เรียนรู้ความเป็นนักดนตรีในขวบปีเเรกที่เข้าสู่วงการกลางคืน

เเละสิ่งที่ตามมาก็คือ ….มิตรภาพที่ลูกค้ามอบให้  บ้างก็เลี้ยงเหล้า บ้างก็ให้ทิป ….เเละ ก็มีบ้างที่ให้มากกว่าทิป

คนรักเก่าของผม บอกว่า เขากลัวทุกครั้ง ที่ผมออกจากบ้านไปทำงาน ผลที่ตามมาก็คือ ชีวิตคู่ที่ไม่เป็นสุข….คุณจะไม่เชื่อก็ได้ ถ้าผมจะบอกว่า 3ปีที่ผมอยู่กับเธอ ผมไม่เคยเลยที่จะไปข้องเเวะกับใคร ใจมันไม่อยากทำ เเละ ในขณะเดียวกัน ความกดดันภายในบ้านที่เเทบจะไม่เหลือความไว้เนื้อเชื่อใจ ยิ่งทำให้ผมไม่อยากทำ ผมเป็นนักดนตรีหน้าบึ้งอยู่ร่วม 3 ปี

หลังจากที่เราตัดสินใจ ทางใครทางมัน ผมกลับมายิ้มได้อีกครั้ง……ถึงในใจมันจะฟอนเฟะเเค่ไหนก็เถอะ….ผมยังยิ้มได้ ยิ้มเเบบโล่งอก เเละ ได้รับบทเรียนจากชีวิตคู่..ผมกลายเป็นคนที่ไม่มีชีวิตคู่

เเม้ว่าภายหลัง ผมจะมีเเฟนใหม่ก็เถอะ ผมก้ยังคงอาศัยอยู่กับเพื่อน  ผมเเค่เบื่อการที่จะต้องตื่นขึ้นมาเจอกันทุกวัน เเละ เบื่อคำถามเกี่ยวกับการงานของผม …ผมทำไปเพื่อเงิน ผมเคยตอบอย่างนี้ เพื่อกลบเกลื่อนความรักในวิถีนักดนตรี  ….ผมบอกเเล้วไง พวกผมตกเป็นจำเลยสังคม

เเฟนใหม่ของผม เป็นคนทำงาน เป็นสาวอ๊อฟฟิศ เธอไม่รู้ตื้นลึก หนาบางของผมมากมายนัก เธอหลับก่อนสี่ทุ่ม ในขณะที่ผมกำลังเดินออกจากบ่้านไปทำงาน เราได้เจอกันตอนวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ บางครั้ง เธอขอตามมาที่ร้านบ้าง ผมก็ไม่ว่าอะไร อยากมา ก็มา

ผมเจอกับ เเจง โดยผ่านการเเนะนำจากเจ้าของร้าน เราคุยกันถูกคอ เเจงชวนผมไปดื่มต่อที่ห้อง ผมไม่ปฏิเสธ ปฏิเสธก็โง่สิ ….

"คุณไม่กลับบ้าน เเฟนไม่ว่าเหรอ?" เเจง ถามผม

"ทำไม คิดว่าผมมีเเฟนล่ะ?" ผมถามกลับ

"นักดนตรีมีเมียเเล้วทั้งนั้นเเหละ"

"ถ้าผมมีเมีย ผมจะกล้ามาเหรอ?"

ผมอยู่ที่นั่น จนหกโมงเช้า ก่อนที่จะขอตัวกลับ ก่อนที่เเฟนของผมจะโทรมาในช่วงสายๆ

ผมเลือกที่จะเป็นฝ่ายติดต่อกับเเจงเอง เเจงไม่เคยรู้เบอร์โทรศัพท์ที่อพาตร์เม้นท์ของผม รู้เเค่เบอร์มือถือ คืนไหน ผมนอนไม่หลับ ผมจะไปหาเเจง เเต่ทำบ่อยๆก็คงจะไม่ได้ ไม่อยากให้มันผิดสังเกตุ  ทุกๆครั้งที่ผมโทรหาเเจง เเจงก็ให้ผมเข้ามาหาทุกครั้ง เเละที่ผมถือว่าเป็นความโชคดีสูงสุดก็คือ ตั้งเเต่วันนั้นเป็นต้นมา เเจงไม่เคยมาที่ร้านอีกเลย นี่เเหละ เหตุผลที่ผมเลือกจะเป็นคนมาหาเเจงเอง เพื่อความปลอดภัย เรื่องจะได้ไม่เเดง

"คืนนี้ เเจงไม่ว่าง" เป็นครั้งเเรกที่ผมโดนปฏิเสธ

"ไม่เป็นไร" ผมตอบสั้นๆ

"เอาไว้วันหน้านะ วันนี้ ขอตัวจริงๆ"

ผมไม่อยากจะถามซอกเเซก ไม่ว่าง ก็คือไม่ว่าง คืนนี้ ก็เเค่ข่มตาหลับก็พอ เราไม่ได้ไปที่นั่นด้วยจุดประสงค์อะไรที่มากไปกว่าความต้องการทางธรรมชาตินี่หว่า

คืนหนึ่ง หลังจากที่ผมเมาได้ที่ เเต่เพื่อนๆในวงดันต้องรีบกลับบ้าน ….ผมอ้างว้างอีกเเล้ว ผมเดินงุ่นง่านไปหาเหล้ากินคนเดียว กว่าจะรู้ตัวว่า คืนนี้ ผมต้องการใครซักคน มันก็ปาเข้าไปตีสามกว่าๆ

ผมโบกเเท๊กซี่ ตรงไปที่ห้องของเเจง โดยไม่โทรบอกล่วงหน้า อาจจะเพราะเมาจนลืม หรือ เริ่มถือวิสาสะ ผมก็ไม่เเน่ใจ  มารุ้ตัวอีกที ผมก็มายืนเเอ่นอยู่หน้าอพาตร์เม้นท์ของเเจง  ผมจำเป็นต้องเดินไปยกหูโทรศัพท์สายในเพื่อต่อขึ้นไปบนห้อง โดยที่มี รปภ ยืนจ้องผมอย่างไม่ไว้วางใจนัก

"ฮัลโหล…." ผมกรอกเสียงไปตามสาย

"…..โทรมาทำไม ดึกดื่นป่านนี้?" เเต่เสียงของเเจงไม่ได้ดุเหมือนว่ากำลังงัวเงีย

"ใครโทรมาน่ะ…." ไม่ใช่เสียงของเเจง…เเต่เป็นเสียงของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ไม่ใช่เด็กๆ

ผมรีบวางหู….หันหลังเดินกลับไป…

ผมเเวะ ร้านสะดวกซื้อ หยิบเบียร์ขวดใหญ่ขึ้นมา จ่ายตังค์เเละให้เเคชเชียร์เปิดขวดเบียร์ให้ทันที  ผมกรอกเบียร์ลงกระเพาะ เเละ เดินโซเซออกมาจากร้าน….ผมยังคงยิ้ม เเบบที่เคยยิ้ม พลางนึกในใจ ว่า คืนนี้ คงหลับได้ง่ายกว่าหลายๆคืนที่ผมงุ่นง่าน

เพราะ ผมเมา

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s