……

เธอดูผอมลงกว่าทีผมเคยเห็น เเม้ยังมีเค้าของความฉูดฉาดบนใบหน้าที่เเต่งเเต้มด้วยเครื่องสำอางค์บางๆ เเต่ไม่หลุดไปจาก trend ของสาวเปรี้ยว ร่องรอยของการกินไม่อิ่ม นอนไม่หลับจับอยู่บนใบหน้า จนผมบอกกับตัวเองว่า เธอดูทรุดโทรมลงไป
 
แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิม ก็คือเเววตาเเข็งกร้าว ไม่ยอมคน  ไม่เอาใคร  จนพาลให้คิดว่า เธออาจจะรักใครไม่เป็นเลยในชีวิต
 
"มานานเเล้วรึยัง?"
 
"ตะกี้ นี้เอง" ผมโกหก
 
"เมื่อคืน พอดีดึกไปหน่อย ว่าจะกลับตั้งเเต่ 5ทุ่มเเล้ว เพื่อนๆดันรั้งเอาไว้
 
"เเล้วนี่ นอนอิ่ม รึเปล่าล่ะ?" ผมคาดเดาจากใบหน้าที่อิดโรย
 
"สบายมาก "เธอหัวเราะเบาๆ "เดี๋ยวนี้ ไม่เหมือนเเต่ก่อนเเล้ว ลุยกว่าเดิมเยอะ"
 
‘ลุยกว่าเดิมเยอะ’ มันก้น่าจะหมายความว่า สนุกกับชีวิตมากกว่าเดิม ชีวิตมีสีสันมากขึ้น เเละ เดิมที เธอคงขลุกอยู่กับชีวิตที่ไม่มีการเคลื่อนไหว ไร้เเรงบันดาลใจให้กระตือรือล้น…..หรือ ผมจะมองโลกในเเง่ร้ายเกินไป?
 
นี่คือ การพบกันเเบบเป็นมิตร ครั้งเเรกในรอบปี หลังจากที่เราเลิกรากันได้เกือบๆปี ก่อนหน้านี้ ยังมีสงครามอยู่เนืองๆจากพันธะ ภาระที่ผุกพันกันด้วยเงื่อนไขของสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร หลังสงครามสงบ เราต่างคนต่างหยุดถกเถียง เราต่างคน ต่างมีชีวิตใหม่ ผมมีคนรักใหม่ เธอก็คงจะมีเหมือนกัน  เเละ ผมก้ไม่เเปลกใจ ถ้าเธอจะมีก่อนผม
 
เธอสั่งกาเเฟคาปูชิโนเย็น ผมสั่งคาปูชิโนเช่นกัน เเต่ผมไม่ชอบกาเเฟเย็น ผมนึกถึงประโยคเพี้ยนๆบนเสื้อยืด ที่ว่า "same thing but different"เราสองคนเกือบจะเหมือนกัน เเต่เเตกต่างกันด้วยลายละเอียดปลีกย่อย และ ผมเดาว่า ถ้าเราเหมือนกันทุกรายละเอียด เราอาจจะปิดฉากกันด้วยวิธีที่เเย่กว่านี้ เเน่นอน…มันจะไม่มีวันนี้ วันที่เรายังสามารถนั่งดื่มกาเเฟร่วมโต๊ะกันได้
 
"เเฟนเป็นยังไงบ้าง?"เธอถามผม
 
"ก็ โอเคน่ะ" ผมตอบไม่เต็มเสียงนัก
 
"โอเคนี่มันยังไง" เธอซักต่อ ปนน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
 
"โอเค ก็คือ ไม่มีอะไร หวือหวา เรียบๆ"
 
"ฟังดูมีความสุขนะ" เธอยิ้ม
 
"ถ้าชอบเเบบเรียบๆ ก็คงใช่" ผมรู้สึกเหมือนกับว่า ผมกำลังเหน็บเเนม เเต่ผมก็เก็บอาการไว้ด้วยน้ำเสียงที่เป็นปรกติ
 
 
ในช่วงระยะเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน มันได้เปลี่ยนเเปลงผมไปจนไม่เหลือเค้าเดิม  ผมเป็นคนอีโก้จัด เเละ ถ้าจะเถียงกับผม น้ำำหนักของเหตุผลต้องมากพอ ผมดื้อดึง ดันทุรัง ในเเบบของคน ราศีกุมภ์ ในขณะที่เธอก็ดื้อดึงไม่เเพ้กัน แต่อาศัยหลักของสิทธิ์สตรีจนเริ่มล้ำขอบเขต…..
 
ผมอาจจะคิดไปเองว่า มันเกินขอบเขต จริงๆเเล้ว น่าจะเป็นกลุ่มเพื่อนๆของเธอต่างหาก ที่ทำให้ผมวาดภาพร้ายๆเหล่านั้นไว้ในจินตนาการ จนผมเหมารวมเธอเข้าไปด้วย…ผมเคยนั่้งฟังเพื่อนเธอเล่าถึงการหลบผัวไปนอนกับคนอื่น เล่าเป็นช่องเป็นฉาก เเละ ลงท้ายที่หัวเราะกันสนุกสนานเฮฮา ผมจำได้ว่า ไอ้ผัวคนที่เธอกล่าวถึงน่ะ เมื่อสองอาทิตย์ก่อน มันก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดียวกันกับที่ไอ้ชายชู้นั่งอยู่นี่เเหละ
 
เวลาเราทะเลาะกัน เธอมักจะมีเพื่อนอยู่เคียงข้างเสมอ  ผมรู้สึกเหมือนโดนล้อมกรอบ เหตุผลของผม กลายเป็นคำพูดไร้สาระ ปัญญาอ่อน และ ทุกครั้ง มันต้องจบลงที่….ผมผิด เเละ ผมก็คิดต่อไปว่า…ทำไม ผมต้องจำนนต่อเหตุผลของคนพวกนี้  คนที่ไม่เเม้เเต่ให้ความซื่อสัตย์ต่อคนรักของตนเอง
 
ถึงเเม้ว่า เธอไม่ได้ทำ (หรือ อาจจะทำเเต่ผมไม่รู้)แบบที่เพื่อนๆเธอทำ ผมก็รู้สึกได้ว่า เธอไม่เคยยั้ง หรือ ห้ามเพื่อนเธอเเม้เเต่ครั้งเดียว ราวกับว่า ผู้ชายไปทำบาปทำกรรมอะไรเอาไว้กับเธอเเละเพื่อนๆ….อาจจะเป็นตรงนี้เเหละมั๊ง ที่ทำให้ผมเดินออกจากเธอมาได้ง่ายๆ
 
"มีเเฟนไปกี่คนเเล้ว" ผมถามด้วยน้ำเสียงทะเล้น
 
"ก็ มีไปเรื่อยๆ" เธอลอยหน้าลอยตาตอบ
 
"อา่ยุเรายังไม่เท่าไหร่ กว่าจะหยุด ก็คงอีกนาน"ผมเปรยขึ้นมา
 
"นี่ด่ารึเปล่าเนี่ย?"ตวัดหางเสียง เเต่ใบหน้ายังคงยิ้ม
 
"เปล่าๆ…เรา ในที่นี้ ก็รวมผมเข้าไปด้วยไง"
 
"เเหม เดี๋ยวนี้ คุณ ผม เลยนะ ทำเป็น…ห่างเหิน" เธอทำท่าล้อเลียน
 
"ปรกติ ผมก็พูดเเบบนี้ กับคนอื่นๆทุกคนน่ะเเหละ"
 
"เเหม ในที่สุด เราก็ถูกรวมไปอยู่หมวดเดียวกันกับ ‘คนอื่นๆ’ซะเเล้ว" เธอยังไม่หยุดทำหน้าล้อเลียน
 
ผมเริ่มรู้สึกอึดอัด กับ สถานการณ์เเบบนี้ ดูเหมือนทุกคำพูด จะทำให้ผมเพลี่ยงพล้ำ เราอาจจะไม่ได้ทะเลาะกันในฐานะเดิม เเต่ดูเหมือนเรากำลังใส่หน้ากากทับซ้อนฐานะใหม่ของเราอีกที มันยิ่งดูยากเย็นกว่า ในทีเเรกที่เธอขอนัดเจอกับผม ผมจิตนาการเอาไว้ 2 เเบบ เเบบเเรก คือ คุยกันเเบบเพื่อน อีกเเบบหนึ่ง ก็คือ คุยกันเรื่องเก่าๆเเล้วเอามาทะเลาะกันต่อ เเต่ มันผิดคาด เราวนไป วนมากับอะไรก้ไม่รู้ จะัว่าอนาคตก็ไม่ใช่
 
เราออกเดินเล่นกันซักพัก ก่อนที่เธอจะออกไอเดียใหม่ โดยการไปดูหนัง เธอพูดขำๆว่า ไปรำลึกบรรยากาศเก่าๆ…..
 
ผมค่อนข้างจะงัวเงียในช่วงที่กำลังดูหนัง เพราะผมออกจากบ้่านผิดเวลา หนำซ้ำคืนที่ผ่านมา ผมดันไปกรำเหล้ามาอย่างหนัก กับเพื่อนร่วมงาน เเต่ผมรุ้สึกได้ว่า เธอยังคงเอาเเขนข้างขวามาร้อยที่เเขนซ้ายของผม จนหนังจบเรื่อง
 
 
"เอากาเเฟอีกซักหน่อยมั๊ย?" เธอถาม หลังจากออกจากโรงหนัง
 
"ไม่ล่ะ…"ผมปฏิเสธเรียบๆ
 
"งั้น..ทำอะไรกันต่อดี?"
 
"พอดี ผมต้องไปหาเพื่อนน่ะ" ผมโกหกอีกเเล้ว
 
"อืม เหรอ…โอเค งั้น ต่างคนต่างกลับบ้านก็เเล้วกันเน๊อะ" ท่าทางของเธอยังคงสดใส…ในเเบบที่ผมเพิ่งเคยเห็น พูดง่ายกว่าที่เคยเป็น….
 
ผมเดินจากไป โดยที่เธอยังคงหยุดอยู่ตรงหน้าดรงหนัง พร้อมกับกดโทรศัพท์หาใครบางคน เเต่ดูเหมือนอีกฝั่งจะปิดเครื่อง ….ผมเดินหลบเข้าไปในร้านหนังสือ ที่อยู่ห่างจากโรงหนังประมาณ 20 เมตร เลือกหนังสือ 2-3 เล่ม คิดว่า เธอคงเดินออกจากห้างไปแล้ว
 
ที่ไหนได้…..เธอยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น ตาเหม่อมองไร้จุดหมาย
 
 
 
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

One Response to ……

  1. 33 says:

    ชอบอ่านเรื่องที่พี่เขียน ผู้หญิงในเรื่องนี้โชคดีจังนะคะที่พี่นึกถึง
     
    คิดถึงพี่… คิดถึงพี่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s