คุยกับ ศักดา

"i can’t stand with her ,no more. i will quit.."ศักดา เพิ่งพูดประโยคนี้กับผม เมื่อตอนค่ำวันนี้นี่เอง
 
เรื่องของเรื่องก็คือ ศักดาเพิ่งทะเลาะกับเเฟนมา จริงๆเเล้วคู่นี้ มักจะทะเลาะกันอยู่เนืองๆ  ยิ่งมาในระยะหลังๆ ดูเหมือนกับว่ามันรุนเเรงขึ้นเรื่อยๆ เเละที่ตลกก็คือ คนที่เจ็บตัวคือ ศักดา เสมอ โดนตียับ ข่วนจนคอเป็นรอยเล็บ ทั้งๆที่ฝ่ายหญิงท้องเเก่จวนจะคลอด!!??
 
ผมคนนึงล่ะ ที่ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนเเรงในครอบครัว ผมเคยอยู่ในสถานการณ์เเบบนี้ เกือบจะเรียกได้ว่า ชีวิตของศักดาทุกวันนี้ ก็คือ ภาพจำลองของตัวผมในอดีต เเต่ของศักดาจะรุนเเรงกว่า เพราะถึงเนื้อถึงตัวมากกว่า เเต่ลงท้ายก็เหมือนๆกันคือ เธอไม่ผิด ฉันผิด เเละ ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นยังไงก็ตาม  มันก็ถูกล่ะ ถ้าผู้ชายต้องให้เกียร์ติผู้หญิง เเต่ มันไม่ได้หมายความว่า ผู้หญิงจะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ  ถ้าไอ้การเรียกร้องความเสมอภาค หมายถึง การล้ำเส้น ..เราคงต้องกลับไปศึกษา บริบทของ สิทธิ์มนุษย์ชน กันใหม่ ก่อนที่จะเกิดความเข้าใจผิดกันไปมากกว่านี้
 
ผมรู้จัก ศักดา มา 6 ปีเเล้ว ศักดา เป็นคนลาว สัญชาติไทย เเต่มี กรีนคาร์ด ฟังดูงงๆมั้ย? เรื่องมันมีอยู่ว่า ศักดา เกิดในศูนย์อพยพของชาวลาว ใน จ.อุดรธานี ศักดา เลยได้เเจ้งเกิดในเมืองไทย พออายุได้ 3 ขวบ ทางศูนย์อพยพจึงได้ระบายผู้อพยพไปสู่ประเทศที่ 3 (ซึ่งจำยอมต้องเเบกรับภาระนี้ไว้ในฐานะผู้ที่สร้างปัญหาความเเตกเเยกในภูมิภาคเอเชียอาค์เนย์) คือ ประเทศ สหรัฐ อเมริกา ศักดาเลยได้กรีนคาร์ด เเต่จนป่านนี้ ศักดาก็ยังไม่เคยที่จะไปอัพเกรดสถานะของตนเองให้เป็น อเมริกัน ซิติเซ่น เขาบอกผมว่า เท่าที่เป็นอยู่ เขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร
 
ศักดา เป็นครูที่ดีสำหรับผม  อาจจะเรียกได้ว่า ศักดา สอนภาษาอังกฤษเเบบที่ใช้ในชีวิตประจำวันให้กับผม  ถามอะไร มันก็ตอบได้หมด เเละ ที่ผมชอบมากๆก็คือ ศักดาจะบอกกับผมเสมอ ว่า คำเเบบนี้ ควรจะใช้กับเหตุการณ์ หรือ สถานการณ์เเบบไหน เเละ ที่สำคัญ เขาเอาไว้ใช้พูด เอาไว้กล่าวสุนทรพจน์ หรือ เอาไว้ใช้เขียน จนผมมักจะมีคำถามติดปาก ที่ว่า "formal term or spoken?" 
 
เเม้ศักดาจะพูดไทยไม่ได้เลย (เเต่พูดลาวได้นิดหน่อย) เขาก็มีวิธีการที่จะทำให้ผมเข้าใจในสิ่งที่เขาอธิบาย ในกรณีที่ ต้องอธิบายวิธีใช้คำศัพท์เเต่ละตัว เเละ สำหรับคำศัพท์ที่ฟังดูเป็นทางการ สักดา ก็จะทำให้มันดูง่ายลง ด้วยการหาคำทดเเทนมาให้ บางทีมันก็ง่ายกว่าที่คิด
 
อย่างเช่น เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้เเชทกับคนไทยบางด้วยภาษาอังกฤษ เเละ มีคำบางคำที่ผมไม่เข้าใจ ผมเลยมาถาม ศักดา
 
"เออนี่..เมื่อคืนวาน ฉันเเชทกับ คนไทยคนนึง เขาพูดอะไรบางอย่างที่ฉันไม่เข้าใจว่ะ…ยูรู้มั้ย ไอ้คำว่า perceive เนี่ย มันเเปลว่าอะไร?"
 
"ส่วนใหญ่ฉันจะได้ยินพวกนักวิทยาศาสตร์ หรือ นักวิเคราะห์เค้าพูดคำๆนี้กันนะ " ศักดา เริ่มอธิบาย
 
"เฮ้ย เเต่นี่ เค้าเอาคำๆนี้ มาพูดถึงตัวฉันนี่เเหละ ไม่ใช่พวก scient อะไรทั้งนั้น "ผมเเย้ง
 
"มันก็ใช้กับบุคคลได้ เเต่ัมันอาจจะดูเป็นการเป็นงานไปหน่อย "
 
"ถ้าอย่างงั้น เป็นยู ยูจะพูดคำว่าอะไร?"
 
"ฉันเหรอ? เป็นฉัน ฉันจะพูดว่า "i think " ว่ะ"   เเล้วเราก็หัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน
 
เห็นมั้ย? ฟังดูง่ายกว่ากันเยอะเลย .. i perceive เเปลว่า ฉันสังเกตุเห็นว่า…i think ก็ คือ ฉันคิดว่า…. เเต่ฟังดูง่ายๆดี
 
คือ ศักดา จะให้ทั้งคำตอบ ที่ยาก เเละ ง่ายกับผม  เเละทุกๆครั้ง ศักดา จะถามผมว่า "why they alway talk this way?" (ฮา) คือ อย่างว่าเเหละ คนไทยที่มาจบที่เมืองนอก เมืองนา มักจะใช้ภาษาอังกฤษเเบบทางการจนเคยชิน เพราะต้องเจอเเบบนี้ในห้องเรียน อาจจะยกเว้นก็เเต่คนไทยบางคนที่ไม่เเค่มาเรียน (หมายถึง มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ด้วย)พวกนี้ จะได้หลากหลาย ทั้งภาษาพูด เเละ เขียน เเถมใช้มันได้อย่างถูกกาละเทศะ   ส่วนผม เป็นประเภท ภาษางูๆ ปลาๆ (ฮา) ที่ใช้พูดได้อย่างเดียว ผิดมั่ง ถูกมั่ง ตามเเต่บุญทำกรรมเเต่ง
 
ศักดา ทำเรื่องยาก ให้เป็นเรื่องง่ายได้ เเต่ชีวิตของศักดา กลับไม่ง่ายเลย….
 
พ่อเเม่ของศักดา หย่ากันตั้งเเต่เขาเพิ่งเป็นวัยรุ่น เพราะเเม่ไปมีคนใหม่ เเละหลังจากที่พ่อเเต่งงานใหม่กับสาวลาวคนหนึ่งซึ่งอายุน้อยกว่าหลายปี  ชีวิตที่ดูเเย่อยู่เเล้ว กลับต้องเเย่ลงอีก เพราะศักดา ดันไม่ถูกกับเเม่เลี้ยง เเต่สิ่งที่ผมนิยมในตัวของศักดามากๆ ก็คือ เขารัก เเละ ดูเเลน้อง(ที่เกิดจากเเม่เลี้ยง)เหมือนกับน้องชายของตัวเอง โดยไม่มีการเเบ่งเเยก
 
ในฐานะเพื่อนร่วมงาน ศักดา ก็เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี เขาใจเย็นราวกับน้ำเเข็ง ไม่กล่าวโทษใคร ไม่พูดจาทำร้ายใคร รู้จักขอโทษถ้าทำผิด(ผิดกับไอ้หุ้นส่วน 2ตัว ไอ้ steve กับ นัง sunny ที่ไม่รู้จักผิดถูก) ซึ่งผมถือว่า วิเศษสุดเเล้ว เมื่อก่อน ผมจะใช้เวลาช่วงเบรค นั่งคุยกับศักดา ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ เเละ สูบบุหรี่ คนละ 2-3 มวน ก่อนที่เขาจะขอตัวกลัีบบ้าน (ศักดา ทำงานเฉพาะช่วง lunch นอกจาก วัน พฤหัส -ศุกร์ ที่ต้องทำเต็มวัน)บาง weekend เราก็มีปาร์ตี้ นั่งดวดเบียร์กัน ตามประสาหนุ่มโสด
 
จนวันหนึ่ง ศักดา บอกกับผมว่า เขาไปเจอเพื่อน(สาว)เก่าคนหนึ่ง ด้วยความบังเอิญ อีท่าไหนก็ไม่รู้ Rene เป็น ลูกครึ่ง เกาหลี -อเมริกัน เเต่หล่อนดูคล้ายๆ เม็กซิกัน เสียมากกว่า ศักดา เคยพามาปาร์ตี้ที่บ้านผมครั้งหนึ่ง พร้อมกับ ไอ้ Scott เพื่อนผิวขาว อารมณ์ดี …ณ. ทีเเรก ผมชอบ Rene นะ เธอเป็นกันเองดีออกจะตาย หน้าตาน่ารัก เเถม กินอาหารไทยได้ทุกอย่าง
 
"ยู สังเกตุมั้ย ? หมู่นี้ ศักดาไม่ค่อยอยู่ร่วมกินข้าวกลางวันกับพวกเรา" นัง Sunny เจ้ากรมบ่างช่างยุ ถามผมขึ้นมาในตอนบ่าย วันหนึ่ง
 
"ผู้หญิงคนนี้ so mean ว่ะชั้นไม่ค่อยชอบ " ไอ้ Steve ก็ว่าตามเมียอย่างไม่มีสะดุด
 
"ทำไม ยู คิดอย่างงั้นวะ?"
 
"ยู ไม่เห็นเหรอ อีเล่นมานั่งรอศักดาอยู่หน้าร้าน ไม่ยอมเข้ามานั่งข้างใน ไม่เข้ามาทักทายพวกเรา เเถมทำท่าทางหงุดหงิดๆที่ต้องรอนาน"
 
"ไม่เห็นว่ะ สงสัยว่า ตอนนั้น ชั้นกำลังทำอาหารอยู่ในครัว" ผมตัดบท ขี้เกียจฟังต่อ
 
ไอ้ผัวเมียคู่นี้ มันชอบใครบ้างล่ะ? ถ้าไม่ใช่คนคุ้นเคย ทุกคนมีสิทธิ์โดน considerated bad ได้เสมอ พวกมันไม่ชอบเพื่อนของเเม่ผม เพื่อนโจ้ เพื่อนผม ทุกๆคนที่มาหาครอบครัวผม ไม่เคยมีใครดูดีในสายตามัน เเม้กระทั่ง พ่อของผมเอง ไม่รู้ว่า แม่ไปหาหุ้นส่วนเหนือคำบรรยายเเบบนี้มาจากไหน? ทีเเรก ผมเลยไม่เชื่อในสิ่งที่พวกมันพูดเท่าไหร่นัก  หลังๆมา พวกมันก็เเสดงท่าทางไม่ชอบ Rene อย่างเห็นได้ชัด บางที เธอโทรมาหาศักดา พวกมันก็ด่า บอกว่า นี่เป็น business phone ไม่ใช่โทรศัพท์สำหรับคุยเรื่องส่วนตัว จนกระทั่งวันหนึ่ง…
 
"อ้น ยูสังเกตุที่คอของ ศักดา สิ" ผมเหลือบไปดู ตามทีนัง Sunny บอก
 
"ยูเห็นรอยข่วนเเดงๆ นั่นมั้ย?" ผมพยักหน้าหงึกๆ
 
"ฉันสงสัยว่า ศักดา โดน Rene ตี ว่ะ"
 
และ มันก็ใช่จริงๆ นัง Sunny นี่ก็อุตส่าห์ไปสอดรู้ สอดเห็นจนได้ความมาว่า ศักดาโดนเเฟนตีมาจริงๆ ด้วยสาเหตุที่ไม่เป็นเรื่อง จากเเค่เรื่องถกเถียงกันเล็กๆน้อยๆ กลายมาเป็นเรื่องใหญ่ เเต่ผมก็ยังไม่เชื่อสนิทนัก เพราะมันไม่ได้มาจากปากของศักดา
 
จนคืนนี้นี่เเหละ  ศัดามันคงจะเต็มกลืนเเล้ว มันเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อวาน Rene ได้รับบิลจากบริษัทเครดิตคาร์ด ประมาณว่า เธอโดนชาร์จค่าธรรมเีนียมบางอย่าง เป็นจำนวนเงิน $10 ศักดาเลยบอกเธอไปว่า เขาก็เคยโดนชาร์จในกรณีเเบบนี้เหมือนกัน เเทนที่เรื่องจะจบลงเเค่นี้ กลับกลายเป็น Rene ต่อว่าศักดา หาว่า จ่ายเงินออกไปโดยไม่บอกไม่กล่าว เเละ ยังเข้าใจไปว่า ศักดา โดนชาร์จเเบบนี้มาหลายครั้งเเล้ว เเต่ไม่ได้บอกเธอ
 
"ถ้าฉันไม่ลืมมือถือไว้ในบ้าน ฉันก็คงไม่เจ็บตัว"
 
"Rene ทำอะไรกับยู วะ?"
 
"พอฉันเดินกลับเข้าไป พอเปิดประตูบ้านได้เท่านั้นเเหละ หล่อนก็งับประตูปิดใส่มือฉันน่ะสิ!" โห ….
 
"บังเอิญ รึเปล่า?"
 
"คงไม่ใช่หรอก เพราะ หล่อนกระชากประตูใส่มือฉัน จนฉันต้องขอร้องให้หยุดน่ะ"  มาย ก๊อด….
 
ศักดา ยื่นมือบวมๆให้ผมดู  นี่มันจงใจทำร้ายร่างกายกันเลยนี่ …ศักดา เล่าทุกอย่างให้ผมฟัง ทั้งเรื่องที่เคยเกิดมาเเล้ว (จริงๆเเล้ว ผมรู้มาจากปากไอ้สองผัวเมียนั่นเเล้วล่ะ เเต่ผมเเกล้งทำเป็นไม่รู้)เเละ สิ่งที่เขากำลังคิดอยู่
 
"ฉันคงจะไม่ไหวเเล้วว่ะ อ้น" ศักดา ทำท่าทอดอาลัย
 
"Rene อาจจะอารมณ์ไม่ดี เพราะท้องล่ะมั๊ง"
 
"ไม่ใช่หรอก หล่อนเป็นเเบบนี้มานานเเล้ว "
 
"เเล้ว ยูจะทำไงล่ะ?"
 
"ถ้ามีอีกคงเลิก ขอลูกให้ฉันก็พอ" ศักดา ว่าอย่างงั้น
 
ผมหวนนึกถึง สิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับผม นึกถึงภาพที่ต้องเป็นฝ่ายผิด ทั้งๆที่ไม่ผิด  อะไรหลายๆอย่างที่มันไม่เเฟร์  เเละ ผลกระทบที่เกิดกับชีวิตผม ผมคนนั้น กับผมคนนี้ เเตกต่างกันมาก  อย่างไรก็ดี ผมชอบผมคนเดิมมากกว่า
 
"you won’t be this optimist no more " ผมทิ้งท้ายกับศักดา ไว้อย่างนี้
 
 
 
 
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

2 Responses to คุยกับ ศักดา

  1. จันทร์กระจ่างฟ้า says:

     
    น่าเห็นใจเพื่อนเฮียคนนี้นะ แต่เราคงทำได้แค่เห็นใจเค้า เท่านั้นเอง
     
    ฝากความปรารถนาดีไปให้เพื่อนเฮียด้วยนะคะ : )
     

  2. 33 says:

    อะไรหลายๆอย่างที่มันไม่เเฟร์ 
     
    เฮ่ออ…
     

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s