บ้านนี้….เมืองนี้

เรามักจะสุมหัวกันอยู่ที่สนามเด็กเล่น ตั้งเเต่เย็นๆยันดึก กินเหล้ากันมั่ง เตะบอลมั่ง ไม่ก็นั่งเล่นกีต้าร์
 
ร้านป้าอ้อย อยู่ข้างๆสนามเด็กเล่น  มันก็คือร้านขายของชำตามหมู่บ้าน ที่มีรายได้จากคนในหมู่บ้านนี่เเหละ เน้นหนักไปทางของเเห้ง กับเครื่องดื่ม เเละดูเหมือนว่า เครื่องดื่มจะเป็นสินค้าเชิดหน้าชูตาของร้านเเก ทั้งๆที่มันก็เหมือนกัน เหล้าหงส์ทอง เเม่โขง มันก็รสเดียวกันทั้งประเทศ เพียงเเค่ว่า ป้าอ้อย เเกให้เชื่อเหล้ากินได้
 
ผมเดาไม่ออกว่า เเกเป็นคนใจดีรึเปล่า เพราะวิธีการพูดจาของเเก ฟังดูเหมือนคนใจร้าย ชอบตะคอก ดุด่าลูกหนี้ หรือ บางทีลามปามไปดูถูกเค้าก็มี ที่โดนประจำๆ ก็คือ ผมนี่เเหละ ในฐานะที่เป็นนักดื่มเยาวชนชั้นเลว คือ ไม่มีตังค์
 
อย่างไรก็ดี เเกก็ยังคงปล่อยเครดิตให้ผมอยู่บ้าง ในฐานะที่คุ้นเคยกัน เเต่หลังๆผมไม่ค่อยอยากจะไปเชื่อเหล้าร้านเเกสักเท่าไหร่  เบื่อปากเเก จะมีก็เเต่ ตาเล็ก ขี้เมา มนุษย์เเอลกอฮอลิซึ่ม ที่ยังกล้าไปขอเชื่อเหล้าขาวทีละ เป๊ก สองเป๊ก….เอาปลากระป๋องไปแลก เเกก็ทำ อย่างว่า คนมันติด
 
ผัวป้าอ้อย เป็นทนายเเก่ๆ  ผมไม่เเน่ใจว่า ป้าอ้อยเป็นเมียหลวง หรือ เมียน้อย ที่เเน่ๆคือ เเกเป็นเมียคนใหม่ของคุณทนายนั่น ป้าอ้อย เเกมีลูกติด 2คน คือ ไอ้เบิ้ล กะ น้องปู …สองคนนี้เหมือนกันเลย ในด้านความไม่เท่าทันคน ไอ้เบิ้ลโดนเพื่อนๆผมหลอกให้ขโมยเหล้าที่บ้านมาหลายทีเเล้ว ส่วนน้องปูนั้น…มักจะไม่ทันคนในเรื่องชู้สาว เเต่เด็กคนนี้ก็ช่างไปไกลเกินเด็กเหลือเกิน
 
วันนึง ผมเห็นคนหน้าตาเเปลกๆ 2 คน เข้าๆออกๆ ร้านป้าอ้อยอยู่บ่อยๆ มาทราบเอาภายหลัง ผมจึงได้รู้ว่า เป็นทนายฝึกหัด เลยต้องตามป๋า(ป้าอ้อยเรียกผัวเเกว่า ป๋า)ไปไหนต่อไหน อาจจะมาช่วยทำสำนวนคดีหรือ อะไรทำนองนี้ ที่บ้าน
 
"กูเห็นจะๆเลย กลางวันเเสกๆ" ไอ้หมู เอ่ยขึ้นมา
 
"ไอ้คนที่หน้าตากวนตีนๆนั่นไง กูเห็นมันนั้่งคร่อมตัวอีปูจับเเขนเอาไว้  พอดีมันหันมามองกู กูเลยต้องเดินหลบๆไป"
 
"มึงว่า อีปู โดนไปรึยัง?" ผมถาม
 
"โธ่ จะไปเหลือเหรอ  กูยังเกือบๆจะได้เลย" ไอ้หมู หัวเราะปากบาน
 
ไอ้หมอนั้น มันไม่ได้กวนตีนเเค่หน้าตา นิสัยก็พอๆกับหน้าตา บางวันมันก็มาช่วยขายของ เวลาที่พวกผมไปซื้อของ มันมักจะชอบเเซวเเรงๆ ทีเเรกผมก้เเค่คิดว่า พี่เขาคงอยากจะสนิทด้วย เเต่หลังๆ ผมชักรู้สึกเเปลกๆ ถ้าไม่ใช่ ป้าอ้อยสั่งเอาไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องให้เกียร์ติลูกค้าชั้นเลว ก็คงจะเป็นเพราะ..กลัวว่า พวกผมจะมาจีบน้องปู
 
"พี่ๆ เอาหงส์ให้เเบนนึง"
 
"เฮ้ย ทำไมไม่กินเเม่โขงไปเลยวะ กินหงส์ปวดหัวตายห่า"  ฟังดูไม่น่าจะเป็นภาษาที่พ่อค้าเเม่ค้าเขาใช้กัน
 
"อย่างว่าล่ะพี่ พวกผมมันคนจน" ผมฝืนหัวเราะ ทำเป็นขำไปด้วย
 
"เหม็นสาบคนจน เว้ย"
 
ถ้าสนิทๆกัน มันคงจะไม่เเปลกใช่มั้ย? เเต่นี่ไม่ใช่เลย………………….
 
คนเเถวๆนั้น ค่อนข้างจะระอากับพฤติกรรมของพวกผม  ถ้าไม่บิดมอร์เตอร์ไซค์เสียงคับหมู่บ้าน เราก็กินเหล้า เล่นกีต้าร์ ร้องเพลงเสียงดังหนวกหู เป็นกลุ่มใหญ่ รวมกันจริงๆได้เกือบๆ 30 คน  เเต่เราไม่ค่อยจะได้รวมกันมากขนาดนั้นหรอก  บางคนก็ยังเรียนหนังสืออยู่ ที่ทำงานเเล้วก็มี เเละ ที่อยู่ไปวันๆเเบบผม ก็มี
 
บางทีเรากินเหล้ากันตั้งเเต่บ่าย เเดดยังร้อนเปรี้ยงๆ พวกเเม่บ้านยังสุมหัวกันอยู่ นั่งนินทาคนโน้น คนนี้ พวกเราเลยตกเป็นเป้าสายตา ไม่เเปลกใจที่เขาไม่ชอบหน้าเรา เขาคงคิดว่า ไอ้เด็กพวกนี้ มันไม่มีอนาคต อายุพวกเราโดยเฉลี่ย ยังไม่พ้น 20 ปี ด้วยซ้ำ
 
บ่ายวันหนึ่ง ในขณะที่เรากำลังสุมหัวนั่งเล่นกันอยู่ที่สนามเด็กเล่น ผมดันเกิดหิวน้ำขึ้นมา
 
"พี่ครับ ขอเป๊ปซี่ ขวดนึง"  ผมเพิ่งสังเกตุเห็นว่า ไอ้หมอนั่น มานั่งขายของ เเละ ดูเหมือนกับว่า ที่ร้านป้าอ้อย กำลังมีปาร์ตี้
 
"เป๊ปซี่เหรอ?" หมอนั่น ทวนคำขอของผม "กูไม่ขาย!!"
 
"อ้าว ทำไมไม่ขายล่ะพี่ ถ้าไม่มีเอาโค้ก ก็ได้" …ผมไม่ได้จงใจจะกวนต่อมมันนะ ผมนึกว่า่ของหมดจริงๆ
 
"กูบอกว่า กูไม่ขาย…มึงไม่เข้าใจภาษาคนเหรอ?"
 
ผมมองหน้ามัน เเละ นึกเจ็บใจตัวเองที่ความรู้สึกช้าไปหน่อย ก่อนที่จะเดินกลับไปหาเพื่อนๆ เเถมมีเสียงด่าโล้งเล้งไล่หลังตามมาด้วย  ผมยัง งงๆอยู่ว่า ผมไปทำอะไรผิด?
 
ผมยังไม่ทันได้เล่าอะไรให้เพื่อนฟัง  ผมก็ได้ยินเสียงพวกมันเอะอะก่อน ผมจึงหันกลับไปมองทางด้านหลัง….ไอ้เหี้ย!! ไอ้นั่น กับเพื่อนมันอีกคน กำลังวิ่งมาหากลุ่มเรา มันมีค้อนปอนด์ขนาด 3 ฟุต ส่วนไอ้เเว่น เพื่อนของมัน ถือขวาน!!??
 
วิ่งสิครับ…ผมวิ่งเเบบไม่คิดชีวิต โชคดีที่ผมไปถูกทาง มันดันวิ่งตามเพื่อนๆผมไป  ผมวิ่งหนีไปหายใจอย่างหอบๆอยู่ในบ้าน ใจสั่นไปหมด  ผมไม่เคยมีเรื่องกับผู้ใหญ่มาก่อน  ตอนนั้น ผมเเค่ 18 เอง เเต่พวกนั้น มันชายฉกรรจ์
 
ผมนั่งทำใจราวๆ ครึ่งชั่วโมง ผมก็ออกไปเดินตามหาเพื่อนๆ…ใครคนนึงซึ่งเป็นเพื่อนๆของเราได้โทรไปแจ้งตำรวจ….ผมเห็นตำรวจ ผมก็อุ่นใจ ผมเห็นป้าอ้อยออกมาเเก้ต่างให้กับพวกมัน ส่วน ป๋า ทนาย ก็ยืนอยู่ด้วย ส่วนไอ้สองตัวนั้น มันไปซุกอยู่ที่ไหนผมก็ไม่ทราบ ตำรวจ ก็ไม่กล้าเข้าไปค้น เพราะไม่มีหมายค้น เเละ เรื่องมันก็เเค่ทะเลาะวิวาท ใครจะมาออกหมายค้นให้สำหรับคดีไล่ตีเด็กกระจอกๆ อย่างพวกผม
 
"น้องๆ จะเอาเรื่องจริงๆเหรอ?" ตำรวจถามพวกเรา
 
"เอาสิ คุณ …คุณไม่คิดเหรอ ถ้ามีใครสักคนในนี้ โดยตีด้วยค้อนปอนด์เข้าให้  เรื่องมันจะจบยังไง?"  ป้า เอ๋ เเม่ของอีนังปุ้ม ช่วยโวยให้กับพวกเรา
 
"เเต่พวกเขาเป็นทนาย นะ…"
 
ใช่ พวกเขาเป็นทนาย…เป็นผู้รู้กฏหมาย  ถึงว่า ไอ้สองตัวนั่น ไม่ยอมโผล่ออกมาเจอตำรวจ เพราะถ้ามันโผล่มา มันก็คงได้เจอกับพยานสายตาอีกหลายคน รวมทั้งโจกท์อีกด้วย มันรู้ว่า ตราบเท่าที่ไม่มีหมายค้น ตำรวจก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปจับใครในบ้านได้ นอกจากว่า….
 
"ถ้าพวกน้องๆ ยอมโดนตีสักคน พี่ก็พอจะช่วยจับเขาได้ล่ะนะ" นี่คือ คำตอบของ ผู้พิทักษ์สันติราษฏ์!!!!
 
หลังจากที่ ตำรวจจากไปเเบบมือเปล่า  พวกเราก็ยังคงออกันอยู่ที่นั่น มันสองคนคงสะใจ ที่ได้อาศัยช่องโหว่ทางกฏหมายทำให้พวกเราต้องเสียหน้า เเละ เสียขวัญ
 
"พวกมึงมันเด็กไม่มีเกรด …พวกกูน่ะ อยู่เหนือกฏหมาย มึงจำเอาไว้!!!" ……ผมได้ยินเสียงตะโกนไล่หลัง เเต่ไม่มีเเรงที่จะหันกลับไปมอง..
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

2 Responses to บ้านนี้….เมืองนี้

  1. จันทร์กระจ่างฟ้า says:

     
    บ้านนี้ เมืองนี้ มันจริง ๆ เลยนะ เฮีย ….
     

  2. Eve says:

    เหมือนอ่านนิยายเลย
     

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s