เศรษฐกิจพอเพียง

คำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" ไม่ใช่ นโยบาย หรือ เเผนพัฒนาเศรษฐกิจเเละสังคมเเห่งชาติฉบับใหม่ เเต่ เป็น พระราชดำรัสของ ในหลวงฯ ที่มีปฐมบท จากคำว่า "อยู่อย่างพอมีพอกิน" เราจะถือได้ว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็น วาทกรรม ของวันนี้ ต่อเนื่องมาจากคำว่า "พัฒนา" ที่เริ่มในยุคของ จอมพล สฤษณ์ ธนะรัตน์ (ช่วงราวๆ พศ 2508) ความหมายของคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" คือ ใช้เท่าที่มี มีเท่าที่ใช้ ไม่ดิ้นรนมากมายนัก เเละ รู้จักพอ …..ซึ่งอยู่คนละฟากกับ "ทุนนิยม" อย่างสิ้นเชิง
 
การก่อกำเนิดของ "การพัฒนา" ได้สร้าง "ทุนนิยม" ขึ้นมา ซึ่งเดิมทีเเล้ว ทุนนิยม (capitalism)คือ การที่นายทุนเเข่งขันกัน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด หรือ จะเรียกง่ายๆว่า นายทุนช่วยๆกันให้ผลประโยชน์กับผู้บริโภคก็ว่าได้
 
เเต่….อย่างว่าล่ะครับ คนเรามันก็มีบ้างที่จะเห็นเเก่ตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม  ไปๆมาๆ ไอ้พวกนายทุนนี่เเหละ ที่ช่วยกันตั้งหน้าตั้งตากันหลอกลวงผู้บริโภค ไอ้ที่ร้ายไปกว่านั้น ในประเทศบางประเทศ ถูกชักใยโดยนายทุนด้วยซ้ำ ดังที่เคยเกิดขึ้นกับบ้านเราเมื่อไม่นานนี้ จาก ฝีมือของ นายกรัฐมนตรีโลกตะลึง อย่าง ทักษิณ ชินวัตร
 
จาก พ่อค้า นักธุรกิจ กลายเป็นผู้บริหารประเทศ ….เเละ ไม่เเค่นั้น ไอ้หมอนี่ยังอุตส่าห์พาพวกเพื่อนๆนักธุรกิจ มาช่วยกันสุมหัวรุมกินโต๊ะประเทศไทยอย่างไร้ยางอายที่สุดในประวัติศาสตร์ 75 ปี ของประชาธิปไตย ทั้งการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย เพื่อเกื้อหนุนธุรกิจของตนเอง รวมไปถึง การเเยกธาตุ ขายสัมปทานของชาติ
 
ดังนั้น อย่าเเปลกใจเลยว่า ทำไม ในหลวงฯ ทรงตรัสถึง "เศรษฐกิจพอเพียง" …….
 
ถ้ายัง งงๆกันอยู่ว่า ผมกำลังจะพูดถึงอะไร ผมก็คงจะต้องขอเท้าความถึง การล่มสลายของ ทุนนิยมเเบบไทยๆก่อน
 
ทุนนิยม ทำให้เกิดการเเข่งขัน เเก่งเเย่ง การใช้เงินต่อเงิน ไม่เเค่ในระดับชาติ เเม้เเต่ในระดับท้องถิ่น ชาวบ้านๆ เเบบเราๆนี่เเหละ ที่ถูก ครอบงำโดยทุนนิยม
 
ผมเคยเห็น ใครบางคน จะเป็นจะตาย ถ้าไม่ได้มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด เคยเห็น เด็กวัยรุ่นคนนึง ตีอกชกหัว เพราะ เเม่ไม่ยอมออกมอร์เตอร์ไซค์ให้ คนบางคนอวดร่ำอวดรวย เเละ คนบางคนอิจฉา….นี่คือ ผลที่ตามมา จากการปั่นหัวประชาชนของนายทุนมักได้
 
เชื่อเถอะ….ไม่มี กษัตริย์พระองค์ไหน มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเท่ากับ ในหลวงฯของเราอีกเเล้ว….ท่านกำลังบอกให้เราฉุกคิดถึงสัญญานอันตรายที่นับวันจะทวีความรุนเเรงมากขึ้น ที่เห็นๆอยู่ก็คือ ใครบางคนเกือบขาย"ชาติ" ได้สำเร็จ ถ้าไม่โดนรัฐประหารเสียก่อน
 
ถ้าจะให้ขุดค้นถึงรากเหง้าของ วิถีเเบบเศรษฐกิจพอเพียง เราต้องเท้าความไปไกล ถึง 2000 กว่าปีก่อน นานกว่า การก่อเกิดของ พุทธศาสนา
 
กาลครั้งหนึ่ง นานมาเเล้ว มีเจ้าชายรูปงามพระองค์หนึ่ง เป็นเจ้าชายของ กรุง กบิลพัสดุ์ เดิมที ท่านก็มีชีวิตเเบบ สุขนิยม เหมือนกับเจ้าชายทั่วๆไป เมื่อ สมควรเเก่เวลา ท่านได้อภิเสกสมรสกับ เจ้าหญิงองค์หนึ่ง เเต่ก็ยังมีนางสนมอีกเป็นร้อย ที่คอยให้บริการ เเถมยังอุดมไปด้วย เหล่าเครื่อง อุปโภค บริโภค ที่ชาวบ้านสามัญชน ไม่อาจจะมีได้
 
เเละ วันหนึ่ง ท่านก็ได้รู้สึกถึงความเบื่อหน่าย กับชีวิตเเบบนี้ ซึ่งเเม้เเต่ตัวท่านเองยังมิอาจจะรู้ได้ว่า อะไรคือ เหตู เเละ อะไรคือ ทุกข์ ที่ท่านกำลังประสบอยู่ ในที่สุด ท่านก็ทนอยู่กับชีวิตเเบบนี้ไม่ได้ เเละ….ออกเเสวงหา ความสุขที่เเท้จริง
 
ท่านทำทุกวิถีทาง ปรึกษา เเละ ร่ำเรียนกับอาจารย์อีกหลายคน เเถมยัง ทรมานตัวเอง อดข้าวอดน้ำ จนผ่ายผอม หรือ ที่เรียกว่า บำเพ็ญทุกข์กริยา เเละ หวังว่า คงจะได้เห็นความสุขที่เเท้จริงซักวัน เเต่…ก็ยังไม่เจอ
 
จนกระทั่ง ท่านได้ค้นพบ ทางสายกลาง หรือ มัชชิมาปฎิปทาน เเละ ในที่สุด ท่านก็เป็นผู้รู้เเจ้ง …คุณคงรู้ว่า ผมหมายถึง………
สิทธารถะ หรือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่เอง…
 
นั่นคือ ต้นเเบบเเนวคิดเเบบ "เศรษฐกิจพอเพียง" ถ้าผมเดาไม่ผิด
 
ต่อจากนั้นมา อีก 2000 กว่าปี ได้มี เจ้านาย พระองค์หนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านั้น ท่านได้เป็นถึง ระดับเจ้ากรมฯ มีบริวารล้อมรอบ มาตั้งเเต่เล็กๆ ได้รับการศึกษาที่ดีจากเมืองนอกเมืองนา ….เเต่ จนเเล้วจนรอด วันนึง การเมืองก็ทำพิษ ท่านต้องระหกระเหิน หนีตาย จนสุดท้ายต้องไปจบใน คุก ที่ สถานกักกันนักโทษการเมือง(ในสมัยนั้น) ณ เกาะ ตะรุเตา
 
หลังจากที่ท่านได้รับอิสระภาพ ท่านเเละครอบครัว ได้โยกย้่ายถิ่นฐานจาก พระนครฯ เพื่อมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ที่ อ. บางเบิด จ. ประจวบคีรีขันต์ ณ. ที่นั่น ท่านได้บุกเบิกสร้างฟาร์ม เเละ วางเเผนการเกษตรเเผนใหม่ เป็นตัวอย่างเเก่เกษตรกร เเละ ที่ไร่บางเบิด ก็ คือ ไร่นา สวนผสม เเห่งเเรกของประเทศไทย ที่เกิดขึ้นจาก เจ้านายพระองค์หนึ่ง ที่หาญมาเป็นเกษตรกร "หม่อมเจ้า สิทธิพร กฤดากร" เจ้าของ คำขวัญ "เงินทอง เป็นของมายา ข้าวปลา คือ ของจริง"
 
ครับ นี่ก็คือ การอยู่เเบบพอเพียง ที่ถูกปรับโครงสร้าง เพื่อนำมาใช้กับ ประชาชนทั่วไป ที่ไม่ได้เป็นเกษตรกร
 
การอยู่เเบบพอเพียง ต้องอาศัยใจก่อน ครับ อย่างน้อยๆ คุณต้องมั่นคง เเละ ไม่หวั่นไหวกับของฟุ่มเฟือย เเต่ ผมไม่ได้หมายความว่า คุณต้องปฎิเสธ เทคโนโลยี นะครับ ต้องเดินสายกลาง เเบบ ที่พระพุทธเจ้าเคยทำ เเละ รู้จักกินใช้ ในสิ่งที่ตัวเองมี เเละ หามาได้จากสิ่งใกล้ๆตัว เเบบ มจ. สิทธิพรฯ
 
มันก็มีบ้าง สำหรับคนที่ตีความเเบบผิดๆถูก ผมพอจะยกตัวอย่างได้ พอเป็นน้ำจิ้ม สำหรับ ตัวอย่างที่ผิด เเละ ถูก
 
ตัวอย่างที่ 1..นาย ก. เป็นคนรวยคนนึง เเต่ ดันตอเเหล อยากจะใช้ชีวิตเเบบพอมีพอกิน ลงทุนปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ตอนเย็นๆ หลังจาก ไปตีกอล์ฟกลับมา นาย ก. ก็มานั่งจิบ ไวน์เเดง ชมสวน รดน้ำ พรวนดินไปเรื่อย บางทีก็เก็บผักในสวนไปทำสลัด กิน กับ เนื้อโกเบ นำเข้าจาก ญี่ปุ่น…..เเบบนี้ ไม่ใช่ครับ …มันเป็นเเค่ การสร้างภาพ
 
ตัวอย่างที่ 2 อีตา อ้น กระทาชายไทย ฐานะปานกลาง มีอาชีพที่ค่อนข้างจะมั่นคง …ทั้งๆที่มีปัญญาจะซื้อรถมือสองกลางเก่า กลางใหม่คันนึง เเบบไม่เดือดร้อน เเต่ พี่เเกดันไม่ซื้อ เเถม ยังมีการเอ่ยอ้างถึง เศรษฐกิจพอเพียง หาว่า รถเป็นของฟุ่มเฟือย เป็นสินค้าล่อใจจากกลุ่มทุนนิยม…..เเต่ อันที่จริงเเล้ว เเกขับไม่เป็นครับ(ฮา) สาเหตุมากจาก ความปอดเเหก นั่นเอง.ประมาณว่า กลัวการขับรถ กลัวขับไปชนชาวบ้าน หรือ ไปโดนเค้าชน…เเบบนี้ ก็ไม่ใช่เช่นกัน ถือว่า เป็นพวก ปอดเเหก ลวงโลก
 
ตัวอย่างที่ 3 มีคุณนาย 2 คน สมมุติว่า เธอ ทั้งสอง มีนามว่า คุณนาย ผ่อง กะ คุณ นาย ฉวี …คุณ นายผ่อง เป็นคนรักลูกครับ หยิบยื่นให้เเต่สิ่งดีๆ ที่คิดว่าเป็นสุดยอดให้ลูก  โดยเเลกเปลี่ยนกับผลการเรียนที่ดี ประมาณว่า ทำยังไงก็ได้ ให้ได้คะเเนนดีๆ เเต่ก็มีบ้างที่ ลูกอาจจะล้า กับ การไปเรียนพิเศษทั้งหลังเลิกเรียน เเละ ในวันหยุด เเต่ คุณ นาย ผ่อง เเกมีทริค ที่จะจัดการกับปัญหานี้ ก็เเค่ ขู่ว่า "ถ้าเรียนไม่ดี ก็ไม่ต้องได้อะไรดีๆ" …..ครับ ผมเชื่อว่า ต่อมา ไอ้เด็กคนนี้ มันก็คงจะไม่พ้นที่จะเเหกคอก ไม่ก็ อาจจะกลายเป็นโจรใส่สูท ในอนาคต….เเละ นี่คือ ความไม่รู้จักพอที่เเม่พยายามปลูกฝังให้ลูก
 
เเต่ คุณนาย ฉวี กลับใช้อีกวิธี เธอมักจะพร่ำสอนลูกให้เอื้อเฟื้อ มีน้ำใจ รู้จักเเบ่งปัน ไม่ดูถูกคน รู้จักกิน รู้จักใช้ ไม่ฟุ่มเฟือย เเละ เธอไม่เคยตั้งเป้าว่า ลูกต้องจบจาก สุดยอดมหาวิทยาลัย หรือ มีผลการเรียนที่นำโด่ง เธอกลับปล่อยให้ลูกตัดสินใจเอง สำหรับชีวิตในอนาคต โดยที่เธอเพียงเเค่ ดูเเลอยู่ห่าง….นี่เเหละ ครับ ความพอเพียงในอีกรูปเเบบหนึ่ง
 
ผมขออธิบายต่อ ในกรณีของ คุณนายทั้งสอง …..การบังคับจิตใจลูกในเเบบของคุณนาย ผ่อง มันก็คือการสร้าง คนกินคน ขึ้นมา….ในวันข้างหน้า ลูกของเเกก็จะรู้จักเเต่คำว่า เเข่งขัน ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา โดยมองข้ามความเอื้อเฟื้อ จากคำว่า เเข่งขัน ก็จะกลายเป็น "ฆ่ามัน" ในอนาคต เเละ จะไม่มีวันพ้นจาก วงจรอุบาทว์นี้ได้เลย ชั่วชีวิต
 
เเต่ในขณะ ที่คุณนายฉวี กลับสอนให้ลูกรู้จัก ใช้ชีวิต…..เมื่อเรารู้เเจ้ง เราก็จะรู้จักพอ …สรุปกันง่ายๆเเบบนี้เลย
 
ผมไม่เเน่ใจนะ ว่าไอ้ที่ผมพร่ำมาทั้งหมดนี้ มันจะใช่หรือเปล่า  ผมเพียงเเค่พูดในฐานะ ของ คนไทยคนนึง ที่เชื่อว่า เราหลงทางกันมานานพอเเล้ว  เเละ ควรที่จะปรับกระบวนทัศน์ใหม่กันซะที ก่อนที่ จะตกไปอยู่ในวังวน ของ ทุนนิยมผิด เเบบที่เป็นอยู่ (หรือ สายไปแล้วหว่า?)
 
 
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s