เด็กช่างกล

น้า ชาติ กอบจิตร เคยกล่าวเอาไว้ว่า ความเเค้นของ เด็กช่างกล คือ เเค้นนามธรรม…ซึ่งหมายความว่า ความเเค้นนี้ ไม่ใช่ รูปธรรม (ตอบตรงไปมั้ยเนี่ย?)ถ้าจะอธิบายให้ลึกกว่านี้ ก็หมายความว่า ความเเค้นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นอย่างเป็น "รูปธรรม" ต่อ บุคคลใด บุคคลหนึ่ง มันเป็นเเค่ เพียง "นามธรรม"
ที่ นักเรียนช่างกลเเต่ละรุ่นต้องปฏิบัติต่อๆกันมา
 
เเละ น้า ชาติ ก้ได้อธิบายเพิ่มเติมถึง หมาตัวนึง ที่กัดเเมวที่ตัวเองคุ้นเคยจนหางเกือบขาด เหตุเกิดเพราะว่า ก่อนหน้านั้น หมาตัวนี้ได้โดนเเมวตัว(อื่น)หนึ่งข่วน…..น่าน…เป็นหมา เป็นเเมวกันไปเลย
 
ในฐานะที่ผมเคยเป็นเด็กช่างกลมาก่อน ถึง สองโรงเรียน(ฮา) ผมขอขยายความเกี่ยวกับ being เด็กช่างกล ซักหน่อย….จะว่าไปแล้ว เด็กช่างกล ก็ใช่ว่ามันจะดิบเถื่อนไปซะหมด เเต่…ด้วยประเพณีบางอย่าง ที่รุ่นไหนๆ ก็ต้องปฏิบัติตาม มันก็คือ การตีกัน ตรงนี้นี่เเหละ ที่ทำให้ตีกันไม่เลิกไม่รา คิดดูสิครับ เเต่ละ รร. ทำวิธีเดียวกัน เเละ อยู่ๆ คุณจะไปต่อต้าน ถึงคุณไม่ตีเค้า เค้าก็ตีคุณ จนกระทั่ง ไปๆมาๆ คุณจะรู้สึกไปเองว่า ‘เฮ้ย ถึงทีที่กูต้องเป็นฝ่ายรุกมั่งว่ะ’ จากนั้น คุณก็จะก็จะถูกถีบเข้าไปในวงจรอุบาทว์โดยไม่รู้ตัว
 
เเต่ในขณะเดียวกัน ยังมีอีกหลายๆคน ที่ตั้งใจมาตีโดยเฉพาะ ผมคนนึงล่ะ ที่มีความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมอาจจะอยากเก๋า ไม่ก็อาจจะเพราะด้วยอารมณ์อะไรบางอย่างผมก็มิอาจจะบอกได้ ผมปฏิเสธโอกาสที่จะได้ต่อ ม 4 – ม 6 ในโรงเรียนเคยส่ง นร ไปเป็น เเชมป์ฟิสิกส์โลก เพื่อ ที่จะมาเป็นเด็กช่างกล ด้วยความเชื่อว่า ตัวผมเนี่ย ใช่   ….เเต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับไม่ได้เป็นเเบบนั้นเลย
 
ณ ก้าวเเรก ใน วิทยาลัยเทคนิคฯ เเห่งนั้น ผมได้มาอยู่รวมๆกันกับ เด็กเรียน 10% เเละ กึ่งดี กึ่งเลว 50% เเต่อีก 40% คือ เลวล้วนๆ เลวขนาดที่ว่า ผมยังงงว่า มันสอบเข้ามาเรียนต่อที่ วท. ของรัฐบาลได้ยังไง …สมัยที่ผมยังเป็นนักเรียนขาสั้นนั้น ผมยังไม่ค่อยเกเรมากมายนัก อาจจะเเค่เเอบสูบบุหรี่ในห้องน้ำบ้าง ไม่ก็โดดเรียนนิดๆหน่อยๆ เเต่ พอผมได้กลายเป็นเด็กช่างกล ผมกลับรู้สึกเหมือนกับว่า ไม่มีอะไรจะขวางทางผมอีกเเล้ว เพราะรู้สึกว่า มันอิสระเหลือเกิน นึกจะไม่เข้าเรียน ก็ไม่มีใครว่า เซ็งๆ ก็ไปนั่งในโรงอาหาร อยากจะสูบบุหรี่ก็ไม่มีปัญหา อาจารย์ไม่ว่า ถ้าไม่ประเจิดประเจ้อนัก ดูเเล้วมันคล้ายๆกับว่า มันเป็นเเบบทดสอบของความพยายาม ในขณะที่สิ่งยั่วยวนรายล้อมรอบตัวไปหมด ถ้าเราใจไม่เเข็ง เราก็จบ(ก่อน)
 
ผลที่ตามมาคือ ผมติด ขร. (ขาดเรียน)เกือบทุกวิชา เเละโดนรีไทร์ในเวลาต่อมา….
 
ผมหายไปไหนเหรอครับ? ก็ไปตามห้าง ไม่ก็ไปโต๊ะสนุ๊ก ไปที่ไหนก็เเล้วเเต่ ผมกับเพื่อนๆก็ต้องได้มีเรื่องกับชาวบ้าน ทั้งตีเค้า เเละ โดนไล่ตี เคยเเม้กระทั่งโดนเด็กตลาดเเถวๆยานนาวาไล่กระทืบ ทั้งๆที่ตัวเองเรียนอยู่เเถวๆดอนเมือง เเต่ต้องไปเสียฟอร์มซะถึงเขตยานนาวา
 
ทุกๆครั้ง ที่มีลุยกับโรงเรียนอื่น ผมไม่เคยที่จะรู้สึกดี มือสั่น ใจสั่น ทั้งๆที่มี "ของ" อยู่ในมือ ผมมาเรียนรู้ด้วยตัวเองในภายหลังว่า ผมไม่ใช่คนเเบบนั้น ผมทำร้ายใครโดยไม่มีสาเหตุไม่ได้ เเต่…เพราะอยากได้รับการยอมรับนับถิอจากเพื่อนๆ มันก็เลยทำให้ผมจำเป็ต้องทำ
 
หลังจากที่โดนรีไทร์จากที่เเรก ผมเลยใช้เวลาว่าง 1 ปีหลังจากนั้น เพื่อเริ่มต้นใหม่ ทำงานเป็นเด็กรับใช้จิปาถะ ในอู่ซ่อมรถของคนรู้จัก เเละ อ่านหนังสือเพื่อสอบเรียนต่อที่ใหม่ เเละ ผมก็ทำได้
 
คราวนี้ ไปไกลถึง มีนบุรี เลยครับ เป็น วิทยาลัยเทคนิคฯ เหมือนเดิม จังหวะที่ผมได้เข้าเรียนที่นั่นทาง กรมอาชีวะศึกษา ได้ทดลองเปลี่ยนเเผนการเรียนการสอน เป็นระบบ 4 เทอม (เเบ่งเป็น 4 เทอม เเละ ปิดเทอมสั้นๆ 4ครั้ง เเทนที่จะเรียน 2 เทอม เเละ ปิดเทอม 2 ครั้ง เหมือนที่เคย)ในเทอม เเรก ผมทำได้ดีทีเดียวเชียวล่ะ ตอนนั้น เรียนสบาย เพราะผมเรียนรอบบ่าย ออกจากบ้านสายๆได้ เเต่กลับเย็นหน่อยเเค่นั้น พอเลิกเรียนมา ก็จะเห็นเพื่อนๆเเถวบ้านตั้งวงเหล้าพอดี ผมก็เอากะเค้าด้วย กลับบ้านด้วยสภาพงอมเหล้าเกือบทุกวัน เเต่ก็ยังไปเรียนไหว
 
พอหลังๆมา เพื่อนๆในห้องกลับมองว่า ผมไม่เอาใคร เอาเเต่เรียน เเล้วก็กลับไปกินเหล้าเเถวๆบ้าน พวกมันนึกว่าผมเก๋า ไง โดนไล่ออกจาก รร. เก่า ผมก็น่าจะนำทัพพาพวกมันไปตีกับใครต่อใครได้ เเต่ที่ไหนได้…ผมนี่เเหละ ปอดเเหกที่สุด (ฮา)
 
คงเป็นเพราะ ผมเรียนรู้ด้วยตัวเองมาเเล้วว่า ผมไม่ใช่นักรบ ถ้าเป็นนักรัก ก็อาจจะพอไหว(ฮา)พอหนักๆเข้า ผมก็พาลไม่อยากไป รร. เเกล้งๆเเต่งตัวออกจากบ้านทุกวัน เเต่พอคนในบ้านออกไปเรียน ไปทำงานกันหมด ผมก็กลับเข้ามา เเละเรียกวงเหล้าขาประจำมาสังสรรค์กันในบ้าน เเล้ว ก็เมาหลับไปจนเย็นย่ำ ดึกๆก็ออกไปก๊งกันต่อ….เเล้วจะไปเหลืออะไรล่ะครับ? โดนรีไทร์โลด
 
จากนั้นเป็นต้นมา ไม่มีใครในบ้านอยากจะข้องเเวะกับผมอีกเลย ก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ก้ไม่ค่อยจะดีนัก พอมาตอนหลัง ผมกลายเป็นขยะก้อนนึง ที่นอนย้วย อยู่ในบ้าน เป็นจิ๊กโก๋ปากซอยอย่างสมบูรณ์เเบบ
 
ผมให้ความหมายกับสิ่งที่ผ่านมาว่า "สภาพไร้วุฒิภาวะ" ผมมาคิดดูว่า ถ้าคนอ่อนเเออย่างผม ถูกกักกันอยู่กฎระเบียบของ รร. ในสังกัด กรมสามัญศึกษา ซักเเห่งนึง ผมคงไม่จบเห่ เเบบนี้ คงมีชีวิตไปตามเกณท์ เรียนจบ ทำงาน มีเมียในวัยที่ควรจะมี เเละ คงจะเหมือนคนหนุ่มอีกหลายล้านคนที่มีชิวิตไปตามเกณท์
 
มาจนปัจจุบันนี้ ผมเป็นพ่อของเด็กสาวอายุ 14 ที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เเม้ว่า ที่นี่ ไม่ใช่เมืองไทย เเต่วัยรุ่น ก็ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ดี การลองผิด ลองถูกมันเกิดขึ้นได้ เพราะขาดวุฒิภาวะ ผมเคยทำให้พ่อเเม่น้ำตาตก ผมเลยกลัวเอามากๆ กลัวกรรมมันกลับมาตามสนอง เเต่อย่างไรก็ดี ผมก็คงจะไม่กล้าไปบีบคั้นอะไรเค้ามากมายนัก เด็กมันอาจจะเตลิดไปไกลยิ่งกว่าผมก็ได้ อย่างไรก็ดี ผมหวังว่า ผมคงจะไม่ได้เห็นโคลนนิ่งของตัวเอง มาทำร้ายจิตใจของผมในอนาคต
 
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

3 Responses to เด็กช่างกล

  1. Kate says:

    ถ้าต้องอยู่คนเดียวท่ามกลางอากาศหนาวๆ,,,,Just know that you\’re not alone because someone is also really lonely during winter time….At least, you have  ไอ้ผัดไท….

  2. Kate says:

    Ooppp,,comments wrong one,,,

  3. Kate says:

    กลัวกรรมมันกลับมาตามสนอง,,,Girl might be a bit different…Let Pray…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s