ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า เราไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย

วันนี้ เป็นวันที่ 11 กันยา. เมื่อซัก 5 ปีก่อน ตอนเช้าตรู่ ของวันนั้น ผมกำลังเตรียมตัวไปเรียน ทันใดนั้นเอง คุณป้าข้างๆบ้าน เเกก็โวยวายขึ้นมา บอกให้เพื่อนบ้านเปิดทีวี ดูซะ ว่าเกิดอะไรขึ้น……..
 
september 11 เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งซึ่งอเมริกันทั้งประเทศต้องจดจำไว้ นี่คือ โฉมหน้าของการก่อการร้ายยุคใหม่ เป็นปฏิบัติการเพื่อพระเจ้า ของชาวมุสลิม หัวรุนเเรง หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า "จีฮัด" การที่มุสลิมลุกขึ้นมาจับอาวุธเพื่อล้างโลก เป็นเพราะเหตุผลๆเดียว คือ พวกเขาโดนรุกรานมามากพอเเล้ว …เดิมทีเคยอยู่กันอย่างเป็นสุข เเต่เเล้ววันนึง ประเทศมหาอำนาจ อเมริกา กับ อังกฤษ ก็ผลักดันชาวยิวมาตั้งรกรากอยู่ในดินเเดนของพวกเขา ว่าไปแล้ว มันผิดมารยาท ทั้งๆที่ดินเเดนเเถบนั้น เป็นพื้นที่ของชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวปาเลสตาเนี่ยน ….คุณคิดยังไงล่ะ? ถ้าวันนึง ประเทศของเราถูกเฉือนดินเเดนไปให้ใครซักคนมาตั้งรกราก…เเน่นอน ไม่มีใครยอม …นอกซะจากว่า ผู้มาใหม่ เป็นผู้อพยพที่มาขอความช่วยเหลือ เหมือนเมื่อครั้ง ลาวเเตก หรือ เขมรอพยพ…เเต่ ชาวยิว กลับมาทำอำนาจบาทใหญ่ รุกราน ข่มเหง ผู้ที่อยู่มาก่อน ที่ชาวยิวกล้าทำได้ถึงขนาดนั้น ก็เพราะได้รับเเรงสนับสนุนจาก อเมริกานั่นเอง(ว่ากันว่า สมาชิกของ คองเกรส หลายๆคน เป็นคนเชื้อสายยิว) และ จุดประสงค์หลักๆของการที่ส่งชาวยิวมายึดดินเเดนนั้น ก็เพียงเพื่อให้เป็นหูเป็นตา เเละ ที่สำคัญ คือ อเมริกันจะได้มาทำสัปทานน้ำมัน เเค่นั้นเอง
 
ที่มากไปกว่านั้น ก็คือ อเมริกัน ส่ง ซีไอเอ ไปที่นั่น เพื่อช่วยใครบางคน รบ กับ ใครบางคน อย่างเช่น เมื่อครั้งที่ อิหร่าน รบ กับ อิรัก ..ซีไอเอ นี่เเหละ ที่ทำหน้าที่จัดหาอาวุธ เเละ สอนวิธีการก่อการร้ายให้กับชาวอิรัก เเต่….ยี่สิบปีให้หลัง จอร์จ บุช ส่งทหารเข้าไปในอิรัก ในช่วง สงครามอ่าวเปอร์เซีย กับ ปฏิบัติการ พายุทะเลทราย (desert strom)เเละหลังจากนั้น ลูกชายของเขา หรือ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ก็ยังส่งทหารไปที่นั่นอีก เพื่อตามล่าตัว ซัดดัม ฮุสเซน….ไม่เเค่ ในอิรัก…เเม้เเต่ รัฐบาลตาลีบันของ อัฟกานิสถาน ก็ได้อเมริกอีกนั่นเเหละ ที่สนับสนุนรัฐบาลนี้ เพื่อรบกับ สหภาพโซเวียต(ในช่วงที่ยังเป็นสังคมนิยมอยู่)เเต่วันนึง…รัฐบาลตาลีบัน ก็ตกเป็นเป้ากระสุนของ ทหารอเมริกัน เเละ ในเวลาต่อมา หอกของตัวเอง ก็กลับมาเเทงผุ้เป็นเจ้าของ ประวัติศาสตร์ได้เปลี่ยนหน้าไปอีกเเล้ว หลังจากที่ ผู้ก่อการร้ายได้ก่อวินาศกรรมครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการขับเครื่องบิน ชนตึก world trade เเละ pentagon
 
ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานี้ บอกให้เรารู้ว่า อเมริกา คือ มหาอำนาจที่ต้องการจะยึดครองโลก ขาดจิตสำนึก เเละ ความซื่อสัตย์ ทุกๆที่ ที่มีอเมริกันมาเกี่ยวข้อง มันหมายถึง เม็ดเงินเเละผลประโยชน์ระยะยาว ป่าหลายๆผืนในเเถบ อเมริกาใต้ ถูกตัดเกลี้ยง เเละไม่มีการฟื้นฟูป่า โดยการตัดเเบบ clear cut หรือ ตัดป่าเป็นหน้าๆไป โดยไม่สนว่า จะมีไม้ที่ไม่ครบอายุกำลังจะถูกตัดหรือ ไม่
 
เเต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าประวัติศาสตร์ของโลกจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปทางใด คนเรา ไม่เคยเข็ดหลาบ รัฐบาลไทยกี่รัฐบาลมาเเล้ว ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ เป็นมาเเต่ครั้งสมัย ต้นๆราชวงศ์จักรี ที่ชัดเจนคือ เรื่องของ "สิทธิสภาพนอกอนาเขต" ในสมัย รศ 112 เเละ เราก็ต้องเสียดินเเดนฝั่งลาว กับ พระตะบอง-ศรีโสภณ ให้เเก่ ฝรั่งเศส เเละ ท้ายสุด เราก็เสียเขาพระวิหารให้เเก่ เขมร เพราะเเพ้โหวต เเละเเน่นอน…ชาติมหาอำนาจเหล่านั้น ไม่โหวตให้เรา
 
ประวัติศาสตร์มักจะวนๆเวียนๆอยู่กับ เรื่องเดิมๆ ปฏิวัติ รัฐประหาร เผด็จการทหาร คอรัปชั่น ประชาชนรวมตัวล้มล้างรัฐบาล ฯลฯ เเต่ไหนเเต่ไรมา บ้านนี้ เมืองนี้ ไม่เคยหนีเรื่องเเบบนี้พ้น
ตั้งเเต่ คณะราษฏ์ ล้มล้างระบอบสมบูรณยาสิทธิ์ราช  เเละ พยายามสร้างภาพ ประเทศประชาธิปไตยขึ้นมา …บ้านเมืองก้ไม่เคยสงบ ทั้งปฏิวัติ รัฐประหาร คอรัปชั่น ทุกรูปแบบ แทนที่จะเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ กลับกลายเป็น "อมาติยาธิปไตย"ไปซะฉิบ  ช่วงหลังสงครามโลกเป็นต้นมา หมอกควันเผด็จการ ปรกคลุมเมืองไทย เเละในที่สุด ปรอทก็เเตก หลังช่วง 14 ตุลาฯ คนไทยในเวลานั้น ไม่ได้รับเสรีภาพที่เเท้จริง อาจจะเเค่ "สำลักเสรีภาพ" เท่านั้น รัฐบาลเผด็จการยังคงอยู่หลังฉาก เเละอีกไม่นาน กลุ่มขวาจัด ก็ได้ออกโรงเเทนรัฐบาล จึงได้เกิดการล้อมปราบที่สยดสยองที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของไทย นั่นก็คือ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เเละ ยังคงเป็นรอยด่างทางประวัติศาสตร์ของชาติ ตราบจนทุกวันนี้
 
ทุกวันนี้ เผด็จการ ก็ยังมีลมหายใจอยู่ เเต่อาจจะไม่เปิดเผยเหมือนที่เคย ระบบเผด็จการกึ่งทุนนิยม ที่ นายกฯคนล่าสุด ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนนำเข้ามา(อาจจะเป็นเพราะ ความชื่นชอบในตัว ลี กวน ยู อดีต ประธานาธิปดี คนเก่าของ สิงค์โปร์ เป็นพิเศษ)เเต่อาจจะเป็นเพราะ สันดานนักธุรกิจที่ติดตัวมา เเทนที่จะมีการพัฒนาเป็นรูปธรรม กลับกลายเป็นว่า มีเเต่ตัวเลขมานำเสนอ เเละ ที่เหลือ ก็ คือ การคอรัปชั่นในรูปแบบใหม่ ที่เรียกกันว่า "คอรัปชั่น กึ่ง นโยบาย" มันคือ การออกกฏหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เเก่พวกพ้องของตนเท่านั้น อาทิ เช่น การที่พยายามให้ต่างชาติมาร่วมทุนกับสัมปทานชาติ เช่น การไฟฟ้า การบินไทย ฯลฯ  โชคดี ที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯรอดตัวไปได้
 
ผมเชื่อว่า ถ้าทรัพย์สินของชาติเหล่านั้น ตกไปอยู่ในกำมือต่างชาติ เราก็ไม่สามารถจะเรียกประเทศนี้ว่า ประเทศของเราได้เต็มปาก เพราะ เเม้เเต่ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของตัวเอง ยังถูกต่างชาติยึดไป อำนาจอธิปไตย ยังจะคงมีเหลืออีกหรือ? ประเทศไทย กำลังกลับเข้าสู่ยุคมืดอีกครั้ง ด้วยน้ำมือของคนที่เรายกอำนาจทั้งหมดให้ เพื่อ บริหารประเทศ  
 
อย่าลืม  ใครก็ได้ ที่อ่านอะไรเหล่านี้ ที่ผมเขียน….เดือนตุลาคม ที่จะถึงนี้ ขอให้ทุกๆคนไปสอยมันลงมา ก่อนที่ มันจะขาย"ชาติ" ของเรา…ขอให้จดจำประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นเอาไว้ อย่าไปนับถือน้ำใจคนไทยบางคน โดยเฉพาะคนที่มีอำนาจ อยู่ในมือ
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

One Response to ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า เราไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย

  1. Ms. Kay says:

    คนไทยเคยแพ้ศาลโลกมาแล้วในเคส เขาพระวิหาร แต่ปีนั้นเค้าปลอบใจเราด้วย การยกตำแหน่งนางงามโลกคนแรกของไทยให้เราคือ อภัสรา หงษ์สกุล แต่ถ้าจะให้เราช่วยกันปกป้องประเทศ เราเป็นคนส่วนน้อยมากที่คิดจะทำ คิดแล้วมันคงจะไม่ค่อยมีความหวัง แต่ในฐานะอาจารย์คนหนึ่งก็ได้ใช่อาชีพตัวเองค่อยๆปลูกฝังจิตสำนึกที่ดี ให้แก่เด็กหวังว่า 1 ใน 100 คงจะรับสานต่ออย่างจริงจังเพื่อคนรุ่นหลัง ทำได้เท่าเนี่ยจริงๆคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s