เรื่องสั้น นักดนตรี ตอนที่ 6

ถ้าถามผมว่า ช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการเป็นนักดนตรี คือ ช่วงไหน?มันคือช่วงที่ผมย้ายไปอยู่กับเพื่อนๆ หลังจากผ่านสงครามชีวิตน้องๆ เเด จัง กึม มาหลายปี ถ้าจำไม่ผิด คงจะเป็นช่วงที่ผมย่างเข้า 28 ผมได้กลับเข้าไปอยู่วงๆเดิม ที่ผมเคยโดนไล่ออก ผมได้ชีวิตโสดกลับคืนมา เเละ ผมได้ทำงานเเบบหามรุ่งหามค่ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมต้องการ
 
หลังจากที่ย้ายมาอยู่กับเพื่อนๆ ได้ไม่นาน ผมก้อได้งานช่วงตอนเย็นๆ ที่ โรงหนัง เมเจอร์ รัชโยธิน เล่นตั้งเเต่ 6โมงเย็น ถึง 7.45 จากนั้น ก้อ เเค่ขนเครื่องขึ้นรถ ไปต่อที่เเยก รัชโยธิน (ใกล้โคตรๆ เเต่ รถติดโคตรๆ)ที่ ร้าน เลฬีฬา ของ คุณ เต่า กระเทยไฮโซ  จากนั้น ก้อไปต่อรอบดึกที่ old town เเยกสุทธิสาร..งช่วงนั้น การเงินดีมาก มีมือถือเครื่องเเรกในชีวิต เเม้ว่ามันจะเป็นรุ่นโปเก ก้อเถอะ ไอ้ siement รุ่น กระบอกข้าวหลามตัวนี้ ช่วยทำให้ผมติดต่องานได้สะดวกขึ้น …วันอาทิตย์ ช่วงกลาง ผมก้อยังอุตส่าห์ไปได้จ๊อบเล็กๆ ทุกๆอาทิตย์ ที่ร้าน sugar beat ย่าน หลังวัดเสมียนนารี ..สนุกมากครับ ในช่วงนั้น ถ้าไม่ติดที่ว่า พี่บิ๊ก มือกีต้าร์ ได้เสียไป เพราะมะเร็งในสมอง
 
เรา Drop กันได้พักนึง มีมือกีต้าร์เข้าๆ ออกๆ อยู่ 2-3 คน จนกระทั่ง เราได้มือ กีต้าร์คนใหม่ อดีต มือกีต้าร์ ร้องนำ จากวง station วงรุ่นใหญ่ จากย่านบางขุนนนท์
 
"พี่วัฒน์" คือ มือกีต้าร์คนนั้น ถ้าถามผมว่า เเกเล่นดีมั้ย? ดี ครับ เล่นดี เล่นสะอาด เหมือนเเผ่น เเถม ร้องเพลงได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะ เพลงในยุค 80s นอกจาก "พี่ช้าง" จาก ร้าน saxophone เเล้ว ผมก้อเห็น พี่วัฒน์ นี่เเหละที่ solo เพลง still got the blues เเละร้องไปด้วย
 
ช่วงที่พี่วัฒน์เข้ามา เราเหลืองานอยู่เเค่ 2ที่ ที่หลัก ก้อคือ old town อีกที่นึง อยู่เเถวๆ ซอยรางน้ำ เเต่พวกผมรู้ดีอยู่ว่า วันนึง ร้านนี้ ก้อต้องปิดตัวลง เพราะไม่สามารถ complete กับ ร้านเก่าๆในย่านนั้น
 
เเต่เรายังโชคดีครับ ที่ยังหางานได้ใหม่ เเถวๆย่านวัดเสมียนนารี ….จริงๆเเล้ว ร้าน palm spring เป็นร้านที่เราเล่นตั้งเเต่สมัยพี่บิ๊กยังอยู่ เเต่ตอนนั้น เราเล่นเเค่วันเดียว เเต่คราวนี้ เราได้ 5 วัน/ สัปดาห์เลย
 
ผม กับ พี่วัฒน์ ค่อนข้างจะสนิทกัน เเต่อาจจะไม่สนิทเท่าพี่ต่อ มือคีย์บอร์ด (ที่สนิทกับไอ้พี่ต่อเนี่ย ก้อเพราะขี้เมาพอๆกัน ว่ะฮ่าๆๆๆ)มีบางอย่างที่ผมเรียนรู้มาจาก พี่วัฒน์ เเกเคยบอกผมว่า
 
"อ้น รู้มั้ย? พี่ กุ้ง กิตติคุณ เค้าเคยถามพี่ว่า  นักดนตรี ทำงานตอนไหน? "
"ก้อ ตอนดึกๆดิ พี่" ผมตอบซื่อๆ
พี่วัฒน์ อมยิ้ม ส่ายหัว "ไม่ใช่ มันไม่ใช่อย่างงั้น  จริงๆเเล้ว พวกเรา ทำงานตอนอยู่บ้านนะ เค้าหมายถึงว่า เมื่อเราอยู่บ้าน เราก้อต้องฝึกให้เพียงพอ เพื่อเตรียมพร้อมกับ show ทุกๆ show ในตอนกลางคืน ไง " เเก พูดพลาง ไล่สเกล "พี่จำคำสอนของพี่กุ้งใส่หัวไว้ตลอดเวลา  อ้น คงรู้นะว่า พี่ไม่ใช่คนที่เก่งสุดยอด เเต่ เพราะการฝึกมันเลยทำให้พี่เเม่น ไม่หลุด เล่นคงเส้น คงวาเสมอ"
 
ครับ ถูกต้องเลย  การฝึก คือ หนทางไปสู่ความเเม่นยำ บนเวที คือ ประสบการณ์ เเต่การฝึกคือ ทักษะ  นักดนตรีบางคน ถือว่าตัวเองมีประสบการณ์ ก้อเลยเลิกฝึก ผลที่ตามมาคือ กลายเป็นนักดนตรีที่ขี้เกียจเเกะเพลง เผลอๆ timing ก้อจะเสียตามไปด้วย
 
ในเรื่องงาน ผมต้องยอมรับว่า พี่วัฒน์ ทำงานเนียนมาก ทั้งเล่น ทั้งร้องเเละประสานเสียง เเถมยังมีวินัย ไม่เคยขาด ไม่เคยสาย มาถึงที่ทำงานก่อนพวกเราทุกคน ทุกๆวัน เเต่… อย่างว่าล่ะ คนนี่ครับ ไม่ใช่เทวดา ยังไงๆ ก้อต้องมีข้อเสียอยู่บ้างเเหละ
 
พี่วัฒน์ เป็นคนที่ไม่ค่อยเอาใคร ไม่เชิงเห็นเเก่ตัวนะครับ เเกเเค่ไม่เอาใคร เเละ ก้อไม่ให้ใครมาเอาของเเก เเกรักข้าวของทุกชิ้นของเเกมาก ๆ ผมจำได้ว่า มีอยู่ครั้งนึง เกิดอุบัติเหตุขึ้นบนเวที…..
 
เหตุเกิดจาก ลูกค้าคนนึง เกิดถูกใจเพลงที่เราเล่น รู้สึกว่าจะเป็นเพลง ban on the run ของ Paul Maccartney มั้ง ถ้าจำไม่ผิด เค้าเลยสั่งเบียร์สดมาให้ทางวงเหยือกนึง ผมเห็นพนักงานเสริฟเดินมาเเต่ไกล ในใจก้อนึก ‘ฮี่ๆๆๆๆหวานกูล่ะ’ น้องเด็กเสริฟคนนั้น ก้อดันเอาเบียร์มาวาง ตู้เเอมป์เบส ใกล้ๆผม เเต่ตอนนั้นไม่มีเวลาดื่มครับ เเต่พอจบเพลง ผมก้อขยับตัวไปหาเหยือกเบียร์
 
"โครม!!!" ไม่รู้อีท่าไหน เหยือกเบียร์มันล้มลง น้ำไหลนองเวที รู้สึกว่า มันจะโดนสายเเจ๊ค(ของผมเอง)เกี่ยวจนล้ม พี่วัฒน์ร้องเสียงหลง เพราะเวทีมันลาดลงไปด้านหน้า….
 
"เฮ้ยย ชิบหายเเล้ว " ครับ ชิบหายจริงๆ เพราะเบียร์ไหลลงไปใน effect กีต้าร์ของพี่วัฒน์ เเกรีบคว้าเลยครับ หลังจากที่เอาลงไปวางข้างล่าง เเกก้อเก็บเครื่อง ไม่พูดไม่จา ทั้งๆที่ เหลืออีก 15 นาที ผมหน้าเจื่อนเลย ต้องลงไปขอโทษเเก…
"พี่ ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ" พี่วัฒน์ค้อนขวับ " ทีหลังทำอะไรระวังหน่อยดิ ของไม่ใช่บาทสองบาทนะ" พลางก้มหน้าก้มตาใช้ทิชชู่ซับเบียร์ออก
"ผมก้อไม่คิดว่ามันจะร่วงลงมาเเบบนั้นน่ะพี่" พี่วัฒน์สวนทันที "เเล้วมันคุ้มมั้ยเล่า? เสียหายมาใครรับผิดชอบ มีปัญญาจ่ายเหรอ?"
ผมนิ่ง ไม่พูดอะไร ครั้งนั้นเป็นครั้งเเรกที่ผมเห็นพี่วัฒน์ ออกงิ้ว ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น เเกดูใจดีมากๆ คล้ายๆ คุณลุงเเก่ๆ ใจดี  เเต่ที่ผมเห็นวันนั้น ผมรู้สึกว่า เเกไม่ไว้หน้าผมเลย เเต่ ก้อโอเคล่ะ ความผิดของผมนี่
 
ตั้งเเต่นั้นเป็นต้นมา ผมไม่เคยเเม้เเต่จะไปเฉียดของๆเเกเลย บอกตรงๆ กลัวครับ ผมไม่ชอบที่จะเห็นใครชักสีหน้าเเบบนั้นกับผม พี่วัฒน์ มึนตึงกับผมอยู่หลายวัน ผมก้อพยายามง้อเเก ไม่นาน เเกก้อดีขึ้น
 
บางครั้ง เเกก้อดูเหมือนไร้น้ำใจ เเต่มันก้อไม่มากไม่มายนัก ถ้าจะเปรียบกับคนเลวๆทั่วๆไป อาจจะมีบ้างที่เอาเเต่ใจตัวเอง อย่างเช่น มีอยู่ครั้งนึง ชมรม คนรัก มอร์เตอร์ไซค์ BMW จ้างวงไปเล่นที่ อ่าวมะนาว จ.ประจวบฯ พี่วัฒน์ทำท่าไม่พอใจ เพราะเเกเป็นคนติดลุก ติดเมีย …น้าหนึ่งได้วางเเผนว่า เราจะเช่ารถไป จะได้ไม่เหนื่อย จังหวะพอดีที่ พี่วัฒน์ เดินเข้ามา…
 
"พี่ๆๆ ผมว่า เอางี้ดีกว่า เราเหมารถตู้กันไปดีมั้ย? จะได้ไม่ต้องขับรถให้เหนื่อย นั่งๆนอนๆ สบายๆ  เเชร์ค่ารถกัน คงไม่เกิน 500 หรอก"
พี่วัฒน์ ไม่เเม้เเต่มองหน้า "จะทำอะไรก้อทำกันเถอะ เดี๋ยวขับรถไปเอง" เเกชักสีหน้าไปด้วย
ปรกติ น้าหนึ่งเป็นคนใจร้อนอยู่เเล้ว เเกเลยถามทันที " พี่วัฒน์ ไม่พอใจอะไรพวกผมเหรอ?"
"ก้อบอกเเล้วไง จะทำอะไรก้อทำไปเถอะ" คราวนี้ ตะคอกเลยวุ้ย"
"อ้าว พี่ ผมถามดีๆนะ " พี่วัฒน์ไม่ฟังเสียง ถือกีต้าร์เดินออกนอกร้านไปเลย เเละ ทิ้งท้ายว่า "จบงานนี้ ก้อหามือกีต้าร์คนใหม่ก้อเเล้วกัน" เเล้วก้อ ผลุนผลันออกไป
น้าหนึ่งโกรธจัด ตะโกนไล่หลัง " เออ ได้เลย พี่ ไอ้สาด เเม่งถือว่าเป็นรุ่นใหญ่เหรอ #$%^&^&*(())&%$  คิดว่ากูไม่มีปัญญาหามือกีต้าร์เหรอ"
 
เรื่องไม่ได้จบที่ว่า พี่วัฒน์ขอลาออกหรอกครับ เเกก้อยังอยู่วงๆเดียวกะน้าหนึ่ง มาจนทุกวันนี้ (ฮา)
 
หลังๆมา พวกผมก้อจำใจต้องยอมรับความไม่เอาใครของพี่วัฒน์ บางทีต้องกึ่งๆประจบ ยกยอเเกหน่อยๆ จะว่าไปแล้ว เเกก้อไม่ได้ทำอะไรผิดมากมายนัก เเกเเค่ปกป้องความเป็นส่วนตัวของเเก เเกไม่เคยไปสรวลเสเฮฮากับทางวง นอกเวลางาน พอลงเวทีปั๊ป เเกก้อจะบรรจงเก็บเครื่อง เช็ดกีต้าร์ เรียงข้าวของเป็นระเบียบเรียบร้อย เเล้ว ก้อเก็บของ กลับบ้านเลย บางที ในช่วงเงินเดือนออก เเกก้อจะพาครอบครัวของเเก เมีย เเละ ลูกชาย มานั่งที่ร้าน สั่งอะไรกิน พอถึงเวลาเลิกงาน ก้อพากันกลับบ้าน ดูเหมือนเเขกที่มาเที่ยวซะมากกว่า เเต ดูๆไป ผมก้อต้องยอมรับในความเป็น familly man ของเเกครับ
 
เเต่เเปลกนะ ตั้งเเต่ที่ผมย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่ อเมริกา พี่วัฒน์เป็นคนที่ผมโทรหาบ่อยที่สุด ไม่รู้สิ ผมรู้สึกว่า ผมมักจะได้อะไรๆดี จากเเกอยู่เสมอ ทุกๆครั้งที่ผมเเทบจะคลั่ง เพราะทนที่จะอยู่ที่นี่ไม่ได้ ก้อมีเเกนี่เเหละ ที่ทำให้ผมเย็นลงได้ คงจะมีเเต่คนที่เป็น familly man เท่านั้น ที่จะทำได้ เค้ารู้ที่จะสงบ เเละ เย็นใจ เมื่อภัยมา เเละ รู้ที่จะปกป้องคนในครอบครัวเมื่อถึงเวลาคับขัน ซึ่งหาคนเเบบนี้ได้ยาก ในสังคมกลางคืน  ไม่เชื่อ ก้อลองมีเเฟนเป็นนักดนตรีดูดิ ว่ะฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
 
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

One Response to เรื่องสั้น นักดนตรี ตอนที่ 6

  1. dream says:

    แห๋มๆๆ เรื่องที่เล่ามานี่อะนะ น่าติดตามนะเฮีย
    แต่มาสะดุดตอนจบนี่อะดิ เอิ๊กๆๆๆๆๆ
    คิดนานไหมล่ะนี่ กว่าจะแต่งให้จบได้แบบนี้อะ 5555555
    ทำไปได้นะ………..
    ( เฮียน่าจะเขียนหนังสือขายได้นะ หุหุ อ้านนี้คิดจากที่เคยๆอ่านมา เป็นคนเล่าเรื่องที่ดี )

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s