เรื่องสั้น นักดนตรี ตอนที่ 4 ภาค 1

เคยโดนไล่ออกจากวงมั้ย?
 
เคยครับ ทำไมจะไม่เคย ในชีวิตนักดนตรี เคยโดนไล่ออกจากวง 2 ครั้ง การโดนไล่ออกทั้งสองครั้ง จาก สองสาเหตุ ครั้งเเรกที่ผมโดนไล่ออก ผมต้องขอยอมรับเเต่โดยดีว่า เป็นเพราะ "ไม่มีฝีมือ" ทางวงจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนออกเป็นการถาวร ส่วนครั้งที่สองนั้น สาเหตุเกิดจากความประพฤติส่วนตัวจริงๆ
 
ในครั้งเเรกนั้น เป็นเพราะผมยังอ่อนหัด ตอนนั้น วงเก่า ที่เล่นเพลงไทย กำลังระส่ำ ระสาย เพราะร้านที่เล่นอยู่ โดนฟ้องไล่ที่ ผมจะลำบากกว่าคนอื่นๆ เพราะผมต้องเล่นดนตรีเท่านั้นถึงจะมีกิน คนอื่นๆ ยังเรียนหนังสือ อยู่บ้านกับพ่อเเม่ ผมนี่สิ ไหนจะลูก เมีย ไหนจะค่าใช้จ่ายทั่วไป ดีนะ ที่เมียทำงาน ไม่งั้นเเย่ไปกว่านี้
 
ช่วงนั้น ผมยังอยู่ที่บ้านสวน สุขาภิบาล 1 ระบบสื่อสารที่นั่น ไม่มี!!! ไม่มีโทรศัพท์บ้าน อย่าไปถามถึงมือถือ หรือ เพจเจอร์เลยครับ สมัยนั้น ต้องคนมีตังค์ถึงจะมีได้ …ดังนั้นผมจำเป็นต้องเป็นฝ่ายติดต่อเพื่อนๆทุกวัน ถามถึงความคืบหน้า ด้วยโทรศัพท์สาธารณะ….จนวันนึง ไอ้เต้ย เพื่อนเก่า สมัยเรียน วิทยาลัยเทคนิค ดอนเมือง ได้คาบข่าวดีมาบอก
"กูได้ข่าวว่า มึงว่างใช่มะ?" ยังไม่ทันถอดหมวกกันน๊อคเลย มันก้อยิงคำถาม "ตอนนี้ วงของเพื่อนกูขาดมือเบส ว่ะ มึง จำไอ้หนุ่มได้ป่ะ? ไอ้ที่กูพามึงไปดูมันเล่นที่ร้าน sherif ไง" ผมพยักหน้า หงึกๆ  ไอ้เต้ยก้อพูดต่อ "มันออกจากวงน่ะ มันจะไปเล่นเพลงไทย ทำเเบนด์ใหญ่ นักร้องหญิงสามคน อะไรประมาณนั้น เเล้วมึงสนใจ อยากจะเปลี่ยนเเนวมั้ย?"  โหๆๆๆ โคตรสนเลยครับ ผมอยากเล่นเเบบนี้มานานเเล้ว " สนดิวะ " ผมตอบ "เเต่กูต้องบอกทางวงเก่าก่อนนะ เเต่มันคงจะไม่มีปัญหากันหรอก ดูเหมือนมันถอดใจกันเเล้ว" ไอ้เต้ย ว่า "งั้น มะรืน ไปหาพวกมันที่ร้าน Peak point เเถวๆดอนเมืองนะ เเล้วค่อยว่ากันอีกที"   หลังจากนั้น ผมสละเงินร้อยกว่าบาทที่เมียให้ไว้ ไปซื้อหงส์ทองมาเเบนนึงเพื่อเลี้ยงไอ้เต้ย ในฐานะที่นำข่าวดีมาบอก ก่อนกลับมันก้อบอกกับผมว่า "วงนี้ เจ๋งนะมึง มึงคงต้องขยันหน่อยนะ ยิ่งมือคีย์บอร์ดนะ เป็นอาจารย์สอนเปียโนเลยนะเว้ย"
"เออ ไม่มีปัญหา กูน่ะ อยากเล่นเเนวนี้มานานเเล้ว เบื่อ ซีเควนเซอร์เต็มทีว่ะ"
 
หลังจากที่ไอ้เต้ยกลับไป ผมก้อไปหาเทปเพลงสากล ประเภท soft rock มาฟัง เเละ ก้อ พยายามเเกะเพลงเหล่านั้น เผื่อว่า เค้าให้ผมลองเเจมๆดู จะได้ไม่น่าเกลียด พอถึงวันที่นัดเอาไว้ ผมก้อไปถึงที่นั่นก่อนเวลาขึ้นเล่นซักหน่อย เพื่อซักซ้อมความเข้าใจ คนเเรกที่ผมได้เจอ คือ น้า ต๋อย อดีตนักดนตรี ใน เเคมป์ จี ไอ (คงเป็นรุ่นน้อง เเหลม มอร์ริสัน น่ะ)จากนั้น ก้อเจออีก3คน น้าพัน มือคีย์บอร์ด ต้อม มือกีต้าร์ เเละ หนึ่ง มือกลอง  น้า ต๋อยมองหน้าผมเเปลกๆ เเละบอกว่า "เราว่า นายน่าจะเปลี่ยนบุคลิกหน่อยนะ ไม่เหมือนนักดนตรีเลยว่ะ" ผม ก้มมองตัวเอง วันนั้น ผมใส่เสื้อเชิ๊ตเเขนยาว สีฟ้า พับเเขน กับ กางเกงยีนส์ ลีไวส์ 501 ซึ่ง ดูเเล้วมันอาจจะเรียบเกินไป ผมเลยตอบไปว่า " เอาไว้ทำเงินได้ก่อนนะ น้า ต๋อย เเล้วผมจะเปลี่ยน"  ไม่รู้ดิ ผมรู้สึกว่า น้าต๋อย ไม่ค่อยชอบผม เเต่ผมไม่รู้สาเหตุ เเต่ สำหรับคนอื่นๆ ก้อ โอเค
 
สำหรับวันเเรก ผมก้อไม่ได้โดน เทส มากมายนัก โชคดี ว่า เค้าให้ผมเเจมในเพลงที่ผมได้ ผมเคยเล่นเพลงสากลกับวงเก่ามาบ้าง (เพลงสากลของวงเก่าส่วนใหญ่ มักจะเป็นเพลง standard สำหรับเล่นช่วงหัวค่ำ เเต่หลักๆเล่นเพลงไทย)จากนั้น เค้าก้อส่งเทปมาให้ผมเอาไปแกะ มีทั้งเพลงยาก เเละ ง่าย เเต่ ทั้งหมดที่เค้าให้มา ผมชอบ ครับ
 
ผ่านไปเดือนนึง ผมรู้สึกเหมือนกับว่า ผมไม่พัฒนาขึ้นเลย สาเหตุ ก้อ อาจจะเป็นเพราะ ผมยึดเอาเทปเป็นหลักเท่านั้น ผมนึกโมโหว่า ‘ทำไม ไม่เล่นเหมือนที่ผมเเกะมา?’ผมมารู้ความจริงเอาทีหลังว่า วงที่เล่นเพลงเเนวนี้ เป็นเเบบนี้ทุกๆวง เพลงบางเพลง ก้อโดน โมดิฟาย มาจาก นักดนตรีรุ่นก่อนๆ เช่น บางที ก้อ มีท่อนย้ำ เเปลกโผล่ขึ้นมา เเต่ ฟังในเทปกลับไม่มี …อย่างไรก้อดี มันไม่ใช่ความผิดของเค้า ครับ ผมนี่เเหละ ที่ "อ่อน" เอง ผมโดนมือกลองด่า ทุกวัน นี่ยังไม่รวมกับการที่โดนน้าต๋อยด่ากระทบอยู่เรื่อยๆนะ (มารู้เอาทีหลังว่า เเกเป็นมือเบสเก่า ถึงว่า จับผิดผมได้)คงจะมีเเต่ ต้อม มือกีต้าร์ ที่ยังคงสม่ำเสมอ กับผม เเละ เเนะนำอะไรดีๆให้
 
จนกระทั่ง ผ่านไป 3 เดือน ผมโดนเรียกเข้าไปคุยกับผู้จัดการของร้านอีกร้านนึง ย่านเเจ้งวัฒนะ พี่หนู เรียกผม กับ ต้อมเข้าไปหา….
 
"สิ้นเดือนนี้ คงจะต้องเอา อ้น กับ ต้อมออกนะ จริงๆเเล้ว ต้อมอยู่ได้นะ เเต่พี่ก้อไม่รู้ว่าทำไมต้อมถึงออก " หยุดพูด5 วินาที เเละมองหน้าผม " พี่ว่า อ้นไปฝึกมาใหม่ดีกว่า อันนี้ ต้องเข้าใจนะว่า เพลงเเบบนี้ Feeling สำคัญกว่า การเเกะเพลง" ผมก้มหน้า รู้สึกหนักอึ้งที่หนังตาบน พี่หนู พูดต่อว่า " ที่นี่ ทำงานระบบบริษัท เราจะไม่เอาออกทั้งวง ใครที่เล่นดี เราเอาไว้ เเต่ถ้าไม่ไหว ก้อ ต้องเอาออก ตรงนี้ต้องเข้าใจพี่นะ  พี่ไม่ได้อคติเป็นการส่วนตัว ก่อนหน้าที่จะคุยเนี่ย พี่ปรึกษากันมาเเล้ว" หันมาที่ต้อม " ต้อมไปลงกับวง ซาลูนเเบนด์ ก้อได้ ไอ้ ป๊อก มันกำลังจะออกน่ะ ต้อมน่าจะไปแทน " ต้อมก้มหน้า เเละเอ่ยว่า "ไม่อยากให้คนที่ต้องออกเดือดร้อนน่ะ พี ผมยังเหลือร้านหัวค่ำ เดี๋ยวก้อ หามือกลองกับนักร้องนำมาช่วยก่อนที่ร้านนั้นก่อน เอาไว้ มีโอกาสค่อยร่วมงานกันก้อได้ พี่"  จากนั้น ผม ก้อรับเงินเดือนๆสุดท้าย เเละ ก้อ ไปร่วมหัวจมท้ายกับ วงเก่า พร้อมสมาชิกใหม่ ที่ผมหามา ผมชวน ป้อม อดีตมือเบสที่รู้จักกัน มาเป็นนักร้องนำ ส่วน ต้อม ชวนไอ้ จั๊วะ มือกลองเเถวๆบ้านมาร่วมด้วย ส่วนน้า พัน มือคีย์บอร์ด น่ะ เค้าออกไปก่อนหน้านีนานเเล้ว (มารู้เอาทีหลังว่า เค้าระอากับผมเต็มที เเต่ไม่อยากจะพูด เลย อ้างว่า จะออกไปสอนเปียโนอย่างเดียว)ต้อม เลยชวน เอก เด็กเเถวๆบ้าน มาเล่นเเทน
 
เราร่วมงานกันต่อ ผมพยายามเเก้ไขจุดอ่อนของตัวเอง เเต่ก้อไม่ได้ดีขึ้นมาก ประกอบกับที่ จั๊วะ มือกลองคนใหม่ เป็นคนค่อนข้างเอาเรื่อง คือ ไม่ถูกใจ โวยเลย มันยิ่งทำให้ผมไปกันใหญ่ ในใจของผมรู้สึกผิด ที่ต้องทำให้ต้อมเดือดร้อน เเถม โดนมือกลองทั้งบ่น ทั้งดูถูกอยู่ทุกวันๆ ผมเลยกลายเป็นขี้เหล้าประเภทตัวเช้า ไปเลย ปรกติ ผมดื่มหนักอยู่เเล้ว เเต่ตอนนั้น ผมดื่มหนักกว่าที่เคย บางทีเมาจนเเทบเล่นไม่ได้ เเต่ก้อฝืนเล่น ในใจ มันมีเเต่ความละอาย รู้สึกเเย่มากๆ
 
วันนึง ทางวงก้อเกิดนึกครึ้มอะไรก้อไม่รู้ รวมตังค์ กันไปซื้อเหล้า เเละยกไปกินที่บ้าน จั๊วะ เราดื่มกันได้พักใหญ่ๆ พอเริ่มมึนๆ ต้อมก้อเอ่ยปากขึ้นมาว่า "เออนี่ จริงๆเเล้ว วันนี้ กูมีอะไรจะคุยกับมึงนะ อ้น " ผมเริ่มรู้สึกตัว ตามสันชาตญาน "มึงคงจะไม่ไล่กูออกเป็นรอบที่สอง นะ ต้อม" ต้อม หัวเราะขื่นๆ เเละ เอ่ยขึ้นว่า "ระยะที่ผ่านมา 6 เดือน กูดูมึงมาตลอด กูเอาใจช่วยมึง กูลุ้นมึง เเต่ มึงไม่ได้ดังใจกูเลยว่ะ ไอ้เหี้ย " หยุดซักเเปปนึง " มึงเข้าใจกูนะ อ้น อย่าโกรธกู ตอนนี้ ไอ้หนุ่ม มันกลับมาขอเล่นกับวงอีกเเล้ว กูไม่ได้หมายความว่า เพราะไอ้หนุ่ม เป็นเพื่อนสนิทของกู เเต่กูกำลังพูดเรื่องงาน มึงเข้าใจใช่มั้ย?" ผมพยักหน้าเเทนคำตอบ จั๊วะ เสริมขึ้นมาว่า "กูว่า มึงกลับไปเล่นเพลงไทยเหอะ เเกะเพลงเยอะๆ วันหน้า เราอาจจะได้ร่วมงานกันอีก" ผมรู้สึกเหมือน หัวใจสลาย เหมือนอกหัก บอกไม่ถูกครับ มันทั้งอับอายขายขี้หน้า ที่โดนเค้าไล่ออก  อีกทั้งรู้สึกน้อยเนื้อ ต่ำใจ ที่โดนตราหน้าว่า "มึงไปฝึกมาใหม่" คืนนั้น ผมเลิกโต้เเย้ง ผมไม่มีอะไรจะเถียง ความจริง ก้อ คือ ความจริง ผมควรจะกลับไปทำใจ ทำสมาธิ เเละ ไปฝึกมาใหม่ จริงๆ อย่างที่เค้าว่า
 
หลังจากเหตุการนั้น ผมกะเลิกเล่น ดนตรี ผมไปปรึกษากับพี่สาว เพื่อจะให้เค้าบวชผม  เเละ วางเเผนไว้ว่า ถ้าสึกเเล้ว ผมจะไปทำอย่างอื่น
 
อย่างไรก้อดี นักดนตรี มันก้อ คือ นักดนตรี เเม้ในเวลาที่ผมเป็น พระ ผมก้อหวนนึกถึงเวลาที่ผมอยู่บนเวทีอยู่บ่อยๆ  หลังจากที่สึกออกมา ผมก้อ ลงทุนเปิดร้านขนมเล็กๆ เเถวบ้านเก่า ที่ เเจ้งวัฒนะ ผมพยายามจะลืมว่า ผมเคยเป็นนักดนตรี เเต่ผมก้อทำได้เเค่ 4 เดือน คงเป็นเพราะ ผมเกิดมาเพื่อที่จะอยู่ตรงนั้น บนเวที ในที่สุด ผมก้อรวบรวมสมาชิก ทำวงขึ้นมาใหม่อีกจนได้ เเละ ผมสัญญากับตัวเองว่า ผมจะไม่ "อ่อน" เหมือนที่ผมเคยเป็น
 
เอาไว้อ่านต่อภาค 2 ครับ คราวหน้า ก้อ เป็นเรื่องของการโดนไล่ออกเหมือนเดิม ติดตามด้วยใจระทึก นะจ๊ะ
 
 
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

One Response to เรื่องสั้น นักดนตรี ตอนที่ 4 ภาค 1

  1. Ms. Kay says:

    wow! when i read this blog very serious , so sad and bad. you fight for your family? i feel your wife very good  b coz she can patience with you.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s